ความจริง ความเชื่อ กับ Life of Pi


700300
Life of Pi เป็นหนังที่สร้างจากหนังสือ ข้าพเจ้าไปดูหนังมาก่อน จากนั้นก็หาหนังสือมาอ่านอีกครั้ง อยากรู้จังว่า คนที่อ่านหนังสือก่อนได้ดูหนัง ความรู้สึกจะแตกต่างอย่างไร หนังมีจินตนาการและการตีความเชิงสัญญะตามทิศทางของผู้กำกับ ส่วนหนังสือมีรายละเอียดลุ่มลึก และจินตนาการกว้างไกลตามคนอ่าน หลังจากได้อ่านหนังสือแล้ว บางตอนข้าพเจ้ายังติดภาพและจินตนาการแบบในหนังไปด้วย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งหนังและหนังสือ เมื่อจบแล้วอารมณ์ข้าพเจ้ายังไม่จบ ข้าพเจ้ากลับมีความรู้สึกว่า ยังมีการบ้านให้ต้องขบคิด ตีความกันต่อไปอีกระยะที่ต้องหยิบยกเรื่อง Life of Pi มาบันทึกไว้ เพราะมันยังค้างอยู่ในใจ เมื่อตอนดูหนังเรื่องนี้จบใหม่ๆ ข้าพเจ้าเคยคุยกันกับเพื่อนไว้ว่า เราจะถกกันในเรื่องนี้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปต่างก็ลืมกันไปเสีย ดังนั้นข้าพเจ้าก็คงต้องคุยกับตัวเองคนเดียว(อีกแล้ว)

หากตีความอย่างกว้างๆ หนังได้สะท้อนความเชื่อ และความศรัทธาของคนในเรื่องอันละเอียดอ่อน คือ 3 ศาสนาใหญ่ ทั้งคริสต์ อิสลาม และฮินดู แล้วแต่ว่าใครจะตีความให้เข้าพื้นความรู้ ความเชื่อ และความศรัทธาของแต่ล่ะคน ในตอนเริ่มแรกของหนัง พาย เลือกที่จะเชื่อและยอมรับหมดทั้ง
3 ศาสนา ซึ่งอาจเป็นเรื่องแปลก และสร้างความสับสนให้คนใกล้ตัวพอสมควร แต่พ่อของพายบอกว่า

การเชื่อทุกอย่างก็คือการไม่เชื่ออะไรเลย จนกระทั่งหนังดำเนินมาถึงกลางเรื่อง ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าพายตัดสินใจเช่ื่อ หรือไ่ม่เชื่ออะไร

ข้าพเจ้ารู้สึกว่า สิ่งที่หนังไม่แม้แต่จะพูดถึง แต่กลับดำเนินกลืนอยู่ในเนื้อเรื่องคือ หลักวิถีแนวพุทธ อันนี้ก็มาจากพื้นความเชื่อ และความศรัทธาของตัวข้าพเจ้าเองเช่นกัน ศาสนาพุทธให้อิสระในการเลือกที่จะเชื่อ ในสิ่งที่อยากเชื่อด้วยใจตัวเอง เป็นการเชื่อด้วยปัญญา ไม่ใช่ความรู้สึกนึกคิดหรือการบอกเล่าสืบต่อกันมา การที่พายต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดนั้น ก็ตรงกับหลักการพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่การอ้อนวอน ร้องขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นใดแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การที่พายต้องมาตกร่องปล่องชิ้นอยู่กับสัตว์่ป่าดุร้ายอย่างเสือแบบสองต่อสอง นั่นก็คือกฏแห่งธรรม คือทุกสรรพสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี พายอาจไม่รอดชีวิตก็ได้ หากไม่มีเสือเป็นแรงขับ เสือจึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนสติของพาย ให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เหมือนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของคนเรา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกัน

หนังเล่าได้สองแบบ เปรียบเทียบโดยสัญญะ และการตีความของตัวละครที่เป็นได้ทั้งคนและสัตว์ โดยไม่ได้สรุปว่าเรื่องเล่าของพายแบบไหนคือเรื่องจริง หรือเรื่องแต่ง และหนังก็เปิดโอกาสให้คนดูมีอิสระในการเลือกที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อเรื่องเล่าแบบไหนเอาเอง

—————————————————————————–
whispering-of-the-silence2
ส่วนตัวนั้น ข้าพเจ้าสนใจการดำรงชีวิตอยู่ของพายกับเสือที่ชื่อ ริชาร์ด ปาร์คเกอร์ มากกว่า ข้าพเจ้ากลับมองว่าการที่สิ่งมีชีวิตสองสิ่ง มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีความผูกพันธ์กัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน แฟน คนรัก หรือ
คู่ชีวิต มันเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก เปรียบเหมือนการใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ว่าจะโดยการตั้งใจเลือก หรือ ความบังเอิญ ซึ่งทั้งสองอย่าง ข้าพเจ้ากลับเลือกที่จะเชื่อว่า มันก็คือ Destiny ทุกสิ่งในโลกนั้นมันไม่มีความบังเอิญ มีแต่โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องมาอยู่ร่วมกัน มาเรียนรู้กันและกัน มาเกื้อกูลกัน หรือแม้กระทั่งทำร้ายกัน ภายในระยะใดเวลาหนึ่งของช่วงชีวิต แล้วก็ต้องลาจากกันไป

พายต้องมาอยู่กินกับริชาร์ด ปาร์คเกอร์ โดยไม่ได้รักกัน ไม่ได้ยินดีหนีตามกันมา ถึงจะแค่รู้จักกันมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนิทกันพอที่จะมาร่วมชีวิตกันได้ แต่เมื่อต้องตกกระไดพลอยโจนแล้ว ส่ิงที่หนังให้ข้อคิดไว้ก็คือ หากแม้เราต้องดำรงชีวิตเกี่ยวข้องอยู่กับใครก็ตาม ในสถานะใดสถานะหนึ่งก็ตาม การเรียนรู้กันและกันเป็นเรื่องสำคัญ พายต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และเอาใจใส่ในรายละเอียดหลายอย่าง เพื่อที่จะอยู่กับริชาร์ด ปาร์คเกอร์ คู่ชีวิตที่ดูจะโหดร้ายที่สุดให้ได้ ทั้งสัญชาติญาณความเป็นสัตว์ป่า อุปนิสัยใจคอ การกิน การอยู่ การหลับ การนอน การขับถ่าย การสื่อสาร การมีพื้นที่ส่วนตัว การยอมรับ การถูกปฏิเสธ ด้วยความกลัว และความหวัง

แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจข้าพเจ้าคือ ช่วงที่พายต้องดูแลริชาร์ด ปาร์คเกอร์ ตอนเจ็บป่วยหรือตอนที่ตกน้ำ มันสะท้อนให้เห็นความเมตตา ปราณี ความเอื้ออาทร ที่มนุษย์ควรจะมีต่อกันและกัน ถึงแม้อีกฝ่ายซึ่งดูเหมือนจะเป็นศัตรู แน่นอนว่า ริชาร์ด ปาร์คเกอร์ ในฐานะสัตว์ป่ากินเนื้อ และดุร้ายพอที่จะเขมือบสิ่งมีชีวิตอะไรก็ได้ที่อยู่ตรงหน้า หากอดอยาก โมโหหิว แบบหน้ามืดตามัว เพราะนั่นคือสัญชาติญาณการเอาชีวิตรอดของเขา แต่ริชาร์ต ปาร์คเกอร์ กลับไม่ทำเช่นนั้น เสือก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอย่างพายด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะต่างเผ่าพันธุ์ แต่ก็เข้าใจกันได้ผ่านการสื่อสารด้วยแววตา โทนเสียง และการกระทำ (มิเช่นนั้น พายโดนแทะซี่โครงไปนานแล้ว)

และฉากที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกจุกในลำคอ นำ้ตาไหลพราก สะอึกสะอื้นอย่างสงบเสงี่ยม คงจะเป็นตอนที่พาย(ตอนแก่) พูดถึงริชาร์ด ปาร์คเกอร์ว่า เขาเสียใจมากที่เมื่อถึงเวลาแห่งการจากลา ริชาร์ด ปาร์คเกอร์ วิ่งหนีเข้าป่า จากเขาไปโดยไม่มีคำกล่าวลากันสักคำ

พายคงไม่รู้ว่า เขาได้หลงรักริชาร์ด ปาร์คเกอร์ เข้าให้แล้ว ความรักของเขาเริ่มต้นจากความกลัว ความหวาดระแวง และการไม่ยอมรับในความต่างของสถานะภาพ ด้วยเพราะ

ภาพลักษณ์ความโหดเหี้ยมดุร้ายของเสือ ที่พ่อเขาให้บทเรียนไว้ ถึงพายพยายามหนี แต่คงหนีไปไหนไม่ได้

เพราะอยู่กลางทะเลเวิ้งว้าง พายเลยพยายามเอาชนะความกลัวทุกอย่าง และเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น โดยการเปิดใจเรียนรู้อีกฝ่าย ด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา จนกระทั่งนำไปสู่ความรัก ความผูกพันธ์ต่อกัน พายจึงรู้สึกสูญเสียเมื่อความรักเขาจากไป แน่นอนว่า ไม่ใช่รักธรรมดาที่เจือไปด้วยราคะแบบหญิงชาย แต่เป็นรักที่ประกอบไปด้วย ความเมตตากรุณาต่อกัน เป็นที่สุดแห่งความรักอย่างแท้จริง โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนมากไปกว่า การมีความสุขเมื่อเห็นอีกฝ่ายสุข และเป็นทุกข์เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายก็ทุกข์ ริชาร์ด ปาร์คเกอร์ จากเขาไปพร้อมเอาหัวใจของเขาไปด้วย แต่ชีวิตหลังจากนั้นของพาย ก็ต้องดำเนินต่อไป

พ่อของพายบอกเขาว่า หากเรามองเข้าไปในตาเสือ เราก็จะเห็นตัวเรา สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น อุปมาได้ว่า คนเราอาจไม่ต่างอะไรจากสัตว์ (เสือ) ในแง่พฤติกรรมความโหดร้าย ความเห็นแก่ตัว คนสามารถทำทุกอย่างได้ แม้แต่การทำร้ายคนที่รัก ทั้งร่ายกายและจิตใจ เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด และแสวงหาให้ได้มาในส่ิงที่อยากได้ และดีที่สุดสำหรับตัวเอง แต่สุดท้าย หนังก็แสดงให้เห็นว่า จิตใจของคนเรานั้นต่างจากสัตว์ จิตใจของคนสามารถพัฒนาและวิวัฒนาการอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ก้าวข้ามความดิบเถื่อนแบบสัตว์ป่าได้ ด้วยการบ่มเพาะความรัก และความเมตตากรุณาขึ้นในหัวใจ

บางครั้งข้าพเจ้าก็อดคิดไม่ได้ว่า การดำรงชีวิตให้เป็นปรกติสุข สำหรับทุกฝ่ายนั้น กลับเป็นเรื่องยากและเปราะบางยิ่ง ดังนั้น หากมีใครทำร้ายจิตใจเรา ก็เป็นเหตุให้ฉุกคิดเช่นกันว่าเขาก็ไม่ต่างจากเรา เพราะเราเองก็อาจเผลอลืมตัว ไปทำร้ายจิตใจคนอื่นได้เช่นกัน สิ่งสำคัญหากเราเปิดหัวใจ ยอมรับและเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่กับคนใกล้ตัว ด้วยความรัก ความเมตตา ด้วยความเข้าใจ และเอาใจใส่ต่อกัน โดยปราศจากเครื่องร้อยรัดใดใดแล้ว กลับมีคุณค่า มีความหมายต่อการมีชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปของเรามากกว่า

มันอาจเป็นเพียงการอยู่ร่วมกันระยะสั้น เพียงช่วงเวลาเดียวของชีวิต ในจังหวะที่คนสองคน ต้องโคจรมาพบเจอกัน สานสัมพันธ์กัน ผูกพันธ์ต่อกัน และเกื้อกูลต่อกันและกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ไม่มีใครจะอยู่ไปกับเราได้ตลอดชั่วชีวิต ถึงยังไงเราทุกคนก็ต้องจากกันไป ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย และถึงแม้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหากได้ตายจากไปก่อนแล้ว คนที่ตายกลับยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของคนเป็นอยู่ดี

คาเฟ่บางรัก

You can leave a response, or trackback from your own site.