ความเปลี่ยนแปลง


ข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายรูป ท่องเที่ยว ชอบศิลปะ สถาปัตยกรรม ทำอาหาร
แต่งตัว ชอบสิ่งสวยสวยงามงาม และชอบปาร์ตี้ มากพอพอกับการชอบไปวัด ทำบุญ ฟังธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ

บางครั้งชอบการพูดคุยแลกเปลี่ยนสนุกสนาน แต่บางครั้งก็เบื่อบทสนทนา บางครั้งชอบฟังเพลงดังสุดเดซิเบล แต่บางครั้งก็อยากนั่งนิ่งเงียบเฉย

เหมือนมีสองคนในร่างเดียว สองโลกในโลกเดียว โลกส่วนตัวและโลกสาธารณะ การใช้ชีวิตในแต่ละวันมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นลงโดยฉับพลัน โดยเฉพาะด้านอารมณ์ และความรู้สึกนึกคิด บางครั้งอาจไม่รู้สึกตัวเลย บางครั้งรู้ แต่อยากปล่อยใจให้ไหลไปอย่างอิสระบ้าง และบางครั้งทั้งที่รู้แต่อยากต่อต้าน เพียงเพราะแค่อยากขัดขืนกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล

ก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณแปดปี่ที่แล้ว ข้าพเจ้าเป็นคนมีอารมณ์แปรปรวนสูง(มาก) สิ่งแวดล้อม ผู้คนรอบตัว ต่างขัดตา ขัดใจไปเสียหมด ขัดใจแม้แต่จิตใจของเราเอง ที่ทำไมกันเล่า ต้องขยันเกิดอารมณ์หงุดหงิด อึดอัด

ขัดข้องขุ่นใจ เกิดพอใจ หรือไม่พอใจในสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา ชีวิตภายนอกดูเป็นปรกติสุขดี แต่ภายในใจนั้นรุ่มร้อน
ฉุนเฉียว เก็บแต่ขยะอารมณ์ที่หลงคิดว่าได้ทิ้งไปแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า ใจชอบแอบหยิบมาครุ่นคิดใหม่ แล้วซ่องสุมความ
ขุ่นมัวไว้ในใจโดยไม่รู้ตัว

ข้าพเจ้าเกิดคำถามที่ต้องการคำตอบว่า ใช่หรือไม่ สิ่งที่เป็นอยู่นั้นเพราะคนอื่นทำให้ไม่พอใจ หรือว่าข้าพเจ้าไม่พอใจจิตใจตัวเอง ไม่เข้าใจว่า ทำไมใจต้องมีปฎิกิริยาตามอารมณ์ทีี่พลุ่งพล่าน โมโหโทโส เบื่อผู้คน ชอบเก็บตัว หดหู่ หงอยเหงา เศร้าซึม แม้บางครั้งจะสำเร็จในการพยายามกดข่มอารมณ์เหล่านั้นไว้ แต่ส่วนใหญ่จะปล่อยระเบิดลงใส่คนรอบตัวมากกว่า และเมื่อเกิดขึ้นทุกครั้ง ข้าพเจ้ากลับเป็นฝ่ายแอบทุกข์และเสียใจอยู่ลึกลึก

จุดเปลี่ยนเริ่มจากความคิด และสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า จะมีไหมวิธีแก้อาการไม่พอใจจิตใจตัวเองอย่างนี้ การเดินทางสู่โลกแห่งการดูตัวเองจึงเริ่มขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มเห็นความทุกข์จากความคิด เห็นว่าใจเรากำลังรังเกียจจิตใจตัวเอง รักเกียจความขยันคิด ความฟุ้งซ่าน ไม่ปล่อยวาง รังเกียจความเจ้าอารมณ์ ความหงุดหงิด รุ่มร้อนของตนเอง

———————————————————————
silentplace
ตอนได้เริ่มฝึกดูลมหายใจนั้น วิปัสสนาคืออะไรยิ่งไม่รู้จัก ข้าพเจ้าถนัดแต่เฉพาะแต่เรื่องการบริหาร การตลาด การจัดการ ถนัดเรื่องทำบุญทำทาน รักษาศีล แต่สิ่งสุดท้ายดันไปไม่ถึง ซึ่งก็คือการทำภาวนา คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น ของใกล้ตัวอยู่ในตัวไม่รู้สึกอยากทำความรู้จักแม้แต่น้อย ชีวิตวุ่นวายแต่หาวิธีแก้ปัญหาแบบโลกภายนอกไปวันวันเท่านั้น

ข้าพเจ้าเป็นคนทำอะไรจริงจังเสมอ ดื้อรั้น และไม่เชื่อฟังอะไรง่ายๆ แต่หากเริ่มศึกษาอะไรแล้วจะทำให้ถึงที่สุด ให้รู้ชัดกันไปข้างหนึ่ง แล้วจะไม่ติดใจอะไรอีก ดังนั้นการฝึกดู
ลมหายใจ ก็ทำอย่างจริงจังทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง อย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน เมื่อได้เริ่มศึกษา และฝึกฝนตลอดเวลาแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง โชคดีแล้วที่ได้เจอ ชีวิตใหม่ของข้าพเจ้าเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อแปดปีที่แล้ว เริ่มเมื่อเรารู้จักลมหายใจเรานี่เอง

แต่สำหรับผู้ฝึกใหม่ ผู้ท่ีอาจไม่ศรัทธาในพุทธ ไม่สนใจระเบียบของวัดหรือสถานปฏิบัติ ไม่เข้าใจวิธีการ รูปแบบ เครื่องแบบสีขาว ไม่เข้าใจการมาทรมานตนอดอาหาร ทานสองม้ือ ตื่นตีสี่ นอนสามทุ่ม ไม่เข้าใจการมาเดินจงกรม นั่งเอาขาขัดกันเป็นชั่วโมง นั่งฟังธรรมอันชวนง่วง ทั้งเมื่อย
ทั้งเบื่อ ทั้งหิว ห้ามพูดจา ทำอะไรกันนี่ มานั่งแช่ดูแต่ลมหายใจ ทำอะไรเชื่องช้าเหมือนซอมบี้ ซึ่งขัดกับส่ิงที่เคยเป็นอยู่ในชีวิตก่อนหน้า แล้วบอกให้รู้จักว่านี่แหละคือทุกข์ และยิ่งไปกว่านั้น มันไม่น่าสนใจเพียงพอเลยที่จะละทิ้งการงานแบบ7-10 วัน เพื่อไปศึกษาอะไรแบบนั้นได้ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ข้าพเจ้าก็เคยคิดเช่นนั้น

ก็ต้องขอบอกว่ายังไม่ต้องสนใจก็ได้ ใครก็คงลากตัวเราไปไม่ได้ หรือบางคนไปแบบถูกบังคับก็ตามที กลับมาแล้วอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดใดเลยมี ผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละคนมันไม่เท่ากันเสมอไป เหมือนเราไปเรียนหนังสือ ก็มีลำดับขั้นความยากง่ายตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย มีเกณฑ์เรื่องอายุ ความยากง่ายของเนื้อหา วิธีการสอนของแต่ละสถาบัน พื้นความรู้เดิมของเรา และความเพียรของตัวผู้ศึกษาเอง ต่างรูปแบบและวิธีการ แต่จุดหมายปลายทางเดียวกัน หากเราเปรียบเทียบว่าใจเราเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง สิ่งต่างๆ ข้างต้นจะสัมพันธ์โดยตรงกับใจเรา ค่อยเร่ิม ค่อยเรียนรู้ ค่อยฝึกที่ละขั้น หากเริ่มเปิดใจลองดู ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าจิตใจเรามีศักยภาพท่ี่จะพัฒนาไปได้ถึงที่สุด

ข้าพเจ้าค้นพบว่า สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติผูกกันไว้ คือ “ลม” และ “ใจ”เราถึงเรียกว่า”ลมหายใจ” ถ้าลมหาย ใจก็หาย หายไปไหน

ก็หายไปกับความรู้สึกนึกคิด ไหลไปตามอารมณ์่ต่างๆ โดยที่ส่วนใหญ่นั้นเราอาจไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ ใจเราก็เหมือนลูกโป่ง ลอยล่องไปตามความคิดนึก ปรุงแต่งตลอดเวลาอยู่แล้ว การตามรู้ตามดูลมหายใจ ก็คือการฝึกสติ ให้สติคือเชือก คอยดึง คอยกระตุกใจ เพื่อให้ใจมีหลัก มีเคร่ื่องยึด โดยให้ยึดอยู่กับลมหายใจเข้าออก แทนที่จะไหลไปตามความคิด ที่ส่วนใหญ่จะเรื่อยเปี่อยไปกับอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ไม่ใช่ความคิดที่เกี่ยวกับการงานปัจจุบัน

นับแต่นั้น ข้าพเจ้าจึงเริ่มสังเกตการหายใจของตัวเอง เราหายใจเป็นปรกติโดยไม่ต้องสั่ง ไม่ต้องไปดู ทำได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เพราะมันเป็นระบบการทำงานของร่างกาย แต่ที่เพิ่มมาใหม่คือการรู้สึกตัวตามลมหายใจไปด้วย

พอกลับมาฝึกต่อด้วยตัวเอง เริ่มแรกยิ่งต้องหาพื้นที่เงียบ เพื่อตัดสิ่งรบกวนรอบตัว แล้วสัมผัสถึงลมหายใจโดยตรง ข้าพเจ้าใช้ห้องนอนเป็นที่เร่ิมฝึก เริ่มหลับตาและหายใจแรงๆ เข้าออกสามทีก่อน เพื่อบอกตัวเองว่า “จะเริ่มล่ะน่ะ” จากนั้นก็เริ่มสัมผัสกับลมหายใจ โดยเอาแค่ใจไปรับรู้อาการเคลื่อนไหวของลม ทั้งลมหายใจเข้าและออก รู้สึกถึงลมที่ผ่านเข้าออกทางปลายจมูกเบาๆ โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องตั้งใจที่จะหายใจ แต่หายใจแบบปรกติ แล้วรู้สึกตามลมไปเรื่อยๆ

บางครั้งหากหาลมไม่เจอ ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีวางมือที่หน้าท้อง (ตรงสะดือ) แล้วรู้สึกถึงลมหายใจตามการกระเพื่อมของท้อง ที่กำลังพองออก ยุบเข้า ซึ่งจะสัมพันธ์กับลมหายใจออกและเข้า ลองนึกถึงลูกโป่งก่อนก็ได้ พอเป่าลมเข้า ลูกโป่งพอง ท้องจะพอง พอปล่อยลมออก ลูกโป่งแฟบ ท้องยุบ

ขณะกำลังตามรู้ลมหายใจอยู่ หากมีความคิดอะไรไหลเข้ามารบกวนก็ทิ้งความคิดนั้นให้ไว กลับมารู้สึกถึงลมหายใจต่อ ได้ยินเสียงอะไรรบกวนก็ปล่อยไป ดึงความรู้สึกมาที่ลมหายใจต่อไป ซึ่งใหม่ๆ ก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เผลอไผลไหลไปตามความคิดนานๆ บ้าง พอรู้สึกตัวก็สะดุ้ง กลับมารู้ลมหายใจต่อ หมั่นคอยสังเกตว่า ลมหายใจเข้าออกนั้น สั้นหรือยาว ฝึกใหม่อาจรู้สึกฝืน อึดอัด เพราะเราพยายามไปเพ่งจ้องดูลม แต่เมื่อทำต่อไปก็เริ่มสบายขึ้น เรามีหน้าที่เพียงตามรู้สึกลมไป ฝึกบ่อยๆ จิตก็จะมีภาวะการเป็นผู้รู้ ผู้เฝ้าดูลมหายใจอย่างธรรมชาติขึ้น

ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าเริ่มสนุกกับการดูลมหายใจตัวเอง จนหลงลืมอาการของใจที่เคยเป็นไปต่างต่างนานาไปเสียเกือบหมดแล้ว

คาเฟ่บางรัก

You can leave a response, or trackback from your own site.