เงียบสงบสยบว้าวุ่น


silent

การทำร้านอาหารจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายาก ก็ยาก ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับประเภทอาหาร สถานท่ี่ตั้งของร้าน และความถนัดของแต่ละคนด้วย

สำหรับที่ร้านตั้งอยู่ย่านสีลม แน่นอนว่าลูกค้าหลักคือคนทำงาน ซึ่งจะมีชั่วโมงให้บริการหลักได้สองช่วงต่อวัน คือ เที่ยงและเย็น อาหารที่คนทำงานทานได้ประจำและทุกบ่อย หากเป็นมื้อเที่ยง ก็จะเป็นอาหารจานเดียว เช่น ก๋วยเตี๋ยว
ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง ส่วนมื้อเย็น ก็เป็นมื้อนัดสังสรรค์หรือนั่งแช่ ดริ้ง แดร้ง ดรั้ง ไปตามประสา ส่วนใหญ่ลูกค้าจะสั่งเป็นกับข้าว ทานรวมกันเป็นชุดของอาหารไทย คือ ทานเล่น จานผัด จานยำ นำ้พริก และแกงจืดหรือต้มยำ

ส่วนมื้อเช้า ข้าพเจ้าเลือกที่จะไม่ขาย เพราะส่วนใหญ่คนทำงานก็จะซื้อสำเร็จได้จากหาบเร่ รถเข็น สองข้างทางเท้าซึ่งตั้งเรียงรายยาวแข่งกับรถไฟใต้ดินต่อเนื่องกับ
รถไฟลอยฟ้า เหตุผลก็คือ

ประการที่แรก พฤติกรรมของลูกค้ายามเช้า คือ ต้องการอาหารเช้าราคาไม่แพง ทานง่าย ซื้อเป็นถุงๆ แล้วก็รีบหิ้วขึ้นออฟฟิต เพื่อให้ทันเวลาตอกบัตรเข้างาน ดังนั้นขายอาหารเช้า จึงต้องเน้นราคา และความรวดเร็ว ซึ่งอันที่จริงหากคิดจะทำก็ไม่ยาก เพียงตั้งโต๊ะหน้าร้านที่มีอยู่แล้ว และผัดอาหารราคาไม่แพงออกมาวางขาย ก็ทำได้ทันที แต่จะทำไปทำไมเล่า หากต้องไปขายแข่งกับพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่รถเข็น ซึ่งลูกค้าก็เป็นกลุ่มเดียวกัน ทำไปก็เหมือนไปตัดอาชีพ ตัดรายได้ ตัดส่วนแบ่งการตลาดน้อย ๆ ของพวกเขาอีกต่างหาก แบ่งช่องทางการทำมาหากินไปกันไปบ้าง จะเป็นอะไรไป คิดอย่างนี้แล้วก็สบายใจ ความโลภสลดไปเยอะ

ประการที่สอง ช่วงเช้าข้าพเจ้าต้องสงวนเวลาไว้ทำกิจกรรมประจำวัน คือ การให้ความเงียบแก่จิตใจ เงียบเพื่อที่จะเงียหูฟังเสียงข้างในตัวเรากับเรื่องต่างๆ ที่มักผุดขึ้นมาให้เราได้ทบทวน ณ ขณะนั้น มากน้อย ขึ้นอยู่กับความวุ่นวายฟุ้งซ่านของจิตใจ ถ้าไม่มีเรื่องใดใดเลย ก็เงียบเพื่อที่รู้สึกและสัมผัสกับลมหายใจของเราเอง

การนั่งเงียบในความเห็นของข้าพเจ้า หาใช่นั่งดำดิ่งเพ่งจ้องแต่ลมหายใจเข้าออกแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดสมาธิที่กดอารมณ์เราไว้ แล้วมาบู้แตกระหว่างวันทำงาน เพราะมันสวนทางกับธรรมชาติของจิตใจเรา ที่มักไหลไปตามความคิดและอารมณ์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว หากแต่การนั่งนิ่งด้วยการใช้ฐานกาย คือการรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก สลับกับการพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่ไหลเข้ามาตอนนั้น ให้ใจพิจารณาใจ ตามความเป็นจริง หาใช่พิจารณาอารมณ์ซึ่งเป็นอาการของใจ

ดังนั้นเรื่องใดที่ติดขัดขุ่นเคีืองใจอยู่ ข้าพเจ้าก็มักจะได้คำตอบจากช่วงเวลาดังกล่าวเสมอ แต่มีเคล็ดอยู่นิดหน่อย

หากเป็นเรื่องฟุ้งซ่านไร้สาระที่ผุดเข้ามาแล้วเราก็มัวเพลินไหลไปเรื่อยๆ อย่ากระนั้นเลย ขอให้รีบรู้สึกตัวไวหน่อย แล้วโยนความคิดนั้นทิ้งเสีย ด้วยการกลับมารู้ลมหายใจต่อ

และถึงแม้ไม่มีเรื่องอะไรให้พิจารณาเลย ก็อย่าได้หาเหาใส่หัว ขุดคุ้ยรำลึกนึกถึงเรื่องเก่าๆ เอามาพิจารณาให้มั่วซั่วเสียเวลาเปล่า ขอเพียงได้นั่งนิ่งนิ่ง รู้สึกถึงลมหายใจเฉยๆ ก็เป็นฐานในการฝึกให้เกิดสมาธิและสติได้ดี

ส่วนรูปแบบของการที่เราจะดูแล เยียวยาจิตใจให้กระปรี้กระเปร่าของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับจริต และความชอบส่วนตัว บางคนอาจชอบอ่านหนังสือ ละเลียดกาแฟ ทำอาหาร ออกกำลังกาย วิ่งกับสุนัข เล่นโยคะ และอื่นๆ หรือแม้กระทั้งการนั่งอึ เราก็สามารถประยุกต์กิจกรรมเหล่านั้น มาเจริญสติรู้ตัวทั่วพร้อมเกิดสมาธิได้บ้าง แต่จะเกิดปัญญาหรือเปล่า นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น ระหว่างการงกเงิน โดยเลือกที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายอาหารเช้า เดือนหนึี่งอาจมากโข กับเลือกทำความเงียบสงบ เพื่อเป็นฐานในการดำรงชีวิตให้มีความปรกติสุข ไม่เป็นพิษภัยแก่คนรอบข้างนั้น ข้าพเจ้าขอเลือกสิ่งหลังมากกว่า

ความเงียบในที่นี้ คือความเงียบจากข้างในตัวเรา มิใช่เงียบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่สำคัญข้าพเจ้าคิดว่า ความเงียบเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ไม่สามารถซื้อหามาได้ด้วยเงินทองอย่างแน่นอน

คาเฟ่บางรัก

You can leave a response, or trackback from your own site.