รักแล้วไม่ทุกข์กับชลิต นาคพะวัน



ชลิต นาคพะวัน หรือชลิต กลิ่นสี
บางคนเรียก อาจารย์ชลิต, ครูชลิต, พี่ชลิต หรือพี่ลิต ฯลฯ นั่นคงมาจากบทบาท หน้าที่ ความสัมพันธ์ ความสนิทสนม คุ้นเคย และความเกี่ียวข้องกันทางสังคมของคุณชลิตต่อ
ทุกคนในหลายสถานะ

ชลิต นาคพะวัน ศิลปินหนุ่มชื่อดัง อารมณ์ดี และจิตใจดี ผู้ที่ทำให้คนรอบตัวหัวเราะและมีความสุขตลอดเวลา
ชลิต นาคพะวัน เจ้าของโรงเรียนสอนศิลปะ Chalit Art Project and Gallery มีลูกศิษย์มากมายหลายรุ่นตั้งแต่อายุ
3 ขวบ ไปจนถึง 40-50 ปี นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์สอนศิลปะภาควิชาแฟชั่นดีไซน์ธรรมศาสตร์ นักออกแบบ นักคิด นักเขียน นักบุญ และนักรัก

ผลงานศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นแนวคิดที่สื่อออกมาในเรื่องของความรัก เป็นงานแนวสร้างสรรค์ สวยสดงดงาม และเป็นมุมมองที่สะท้อนมาจากทัศนคติในทางบวกเสมอ ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า ครูชลิต หรือ พี่ชลิต ไม่ใช่เพียงศิลปินหรือนักวาดรูปธรรมดา แต่เป็นนักสื่อสารที่พูดผ่านงานศิลปะชั้นยอด วันนี้ีข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับพี่ชลิตสั้น ๆ ในเรื่องของความรัก เนื่องจากไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า ซึ่งพี่ชลิตก็กรุณาเปิดโอกาสให้พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ในมุมมองเรื่องความรักไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

อยากทราบความรักในมุมมองของพี่ชลิต ในฐานะผู้มีประสบการณ์มาแล้วครึ่งชีวิต

ครึ่งชีวิตเลยเหรอ(หัวเราะ) อื่ม ก็เป็นสิ่งที่ดีน๊ะ ความรักเป็นสิ่งดี มีไว้เยอะๆ ดี มันจะได้ไม่มีที่นั่งของความเกลียดชังอยู่ ความรักนี่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงผู้ชายรักกันเสมอไป ความรักมันคลอบคลุมทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการงาน สิ่งที่เราทำ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สัตว์ แม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม เช่น ต้นไม้ ถ้าเกิดเรามีความรัก เราก็จะมีความสุข เพราะเราก็อยากให้อะไรดีดี ต่อสิ่งนั้น เช่น เรารักสิ่งแวดล้อม เราก็อยากให้
สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรายังคงสภาพดี ไม่เสื่อมโทรม ไม่ถูกทำลาย ถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราก็จะไม่มีการทำร้ายกันในทุกๆ ด้าน แม้กระทั่งด้วยวาจา แต่ความรักจะทำให้เรารู้สึกตรงข้ามคือ หวังดี อยากช่วยเหลือ อยากให้

ควรดูแลความรักแบบที่ว่านั้นอย่างไร

เมื่อมีความรักก็ต้องรู้จักรักษามันไว้ให้ดีที่สุด ความรู้สึกรักมันก็มีวันจืดจางน๊ะ เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นเติมเต็มมันด้วยการไม่นิ่งนอนใจ เอาใจใส่ดูแล เหมือนปลูกต้นไม้ ถ้าเราไม่หมั่นรดนำ้พรวนดิน ไม่หมั่นใส่ปุ๋ย ต้นไม้มันก็ไม่โต มันก็แคระแกน หรือว่ามีพวกแมลง เชื้อโรคทำให้ต้นไม้ตายได้ ที่สำคัญคืออย่าคาดหวัง ควรทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด เวลาที่มันมีอะไรเกิดขึ้นก็อย่าไปคาดหวัง ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
มันอนิจจัง ไม่เที่ยงอยู่แล้ว

ทำยังไงค่ะ ไม่คาดหวัง

เมื่อเราเริ่มคาดหวัง เราก็จะทุกข์ เราไม่ใช่ของของใคร เราไม่ได้เป็นเจ้าของใคร แล้วใครก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของเราได้ แม้กระทั่งตัวเราเอง เขาก็จิตวิญญาณหนึ่ง เราก็จิตวิญญาณหนึ่ง ต่างคนก็มีความคิดเป็นของตนเอง ดังนั้นถ้าเราไป
คาดหวังใคร มันก็เหนือการควบคุม สิ่งที่เราต้องทำเพียงแค่เอาใจใส่ดูแล ไม่ใช่ เอ้ย รักแล้วน๊ะ จบ รักมันมีจืดจาง ก็เหมือนสี ที่ทาผนังน่ะ มันก็มีวันซีด ก็ต้องทาบ่อย ๆ ถ้าทาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้ง ผ่านปีไป โดนแดดเลีย โดนฝนล้าง มันก็จืดได้ ก็ต้องหมั่นดูแล หลักการนี้ใช้ได้กับทุกอย่างในโลกนี้

เคยมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับความรักไหม?

มี เยอะด้วย(นั่นแน่) มีทั้งเราดูแลเขาไม่ดีเท่าที่ควร เขาก็หนีเราไป หรือเขาไม่ดูแลเราเท่าที่ควรตามหน้าท่ี่ มันไม่สมดุลย์กัน ไม่ว่าจะด้วยความละเลย พลาดอะไร หรือหลงลืมอะไร มันไม่ลงตัว หรือบางคร้ั้งอาจผิดที่ ผิดเวลา สวนทางกันบ้าง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันตามประสา มันก็เป็นเรื่องพัฒนาการของคน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แต่บางครั้งเรื่องเล็กน้อยนิดเดียวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

แล้วปัจจุบันนี้ล่ะค่ะ

ตอนนี้ว่างเปล่า (หัวเราะ)

ไม่่ต้องการหรือเพราะผ่านมาเยอะแล้ว

ต้องการสิ (เน้นเสียงสูง) แต่อาจระมัดระวังมากขึ้น แล้วไม่ได้คาดหวังว่าเราจะมีมั๊ย คือมีก็ดี ไม่มีก็ได้ เหมือนเราเดินไปข้างหน้า ไปเจอดอกไม้สวยๆ เราก็อาจหยุดบ้าง ยืนดูบ้าง ดมมันบ้าง (หยุดพูด…แล้วยิ้ม)

อื่ม..เด็ดบ้าง

ใช่ เด็ดบ้าง(หัวเราะ) แต่ไม่ซีเรียสเลย มันจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ อาจวันนี้ พรุ่งนี้ หรือคืนนี้ มันไม่แน่ไม่นอน แต่มันก็ไม่ควรขาดเพราะความรักเป็นสิ่งที่ดี ถ้ามันมีเราก็รู้สึกดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ไม่ซีเรียสเพราะเรามีความรักกับสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย แล้วเราก็มีคนที่รักเราอีกมากมาย เราไม่คาดหวังอีกเหมือนกัน พอเรารู้สึกอย่างนั้น มันก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย นึกออกไหม ว่าเราไม่ต้องคาดหวังว่าใครจะมารักเรา หรือเราจะต้องไปรักใคร ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แล้วเราก็จะรู้สึกอิสระมาก ไม่ต้องไปยึดติดกับอะไร ก็ไม่มีทุกข์กับอะไรเลย

แล้วหากคนที่เข้ามา ไม่เข้าใจคอนเซ็บแบบพี่ล่ะ เขาจะรู้สึกเหมือนไม่จริงจังกับเขาหรือเปล่า

อันนั้นก็อยู่ที่ตัวเขาแล้วว่า เขาจะฉลาดหรือไม่ฉลาด เพราะคนฉลาดเขาจะรู้ว่า เนี่ย คนอย่างนี้อยู่ด้วยแล้วจะสบายใจมั๊ย มีอิสระเสรีมั๊ย

ก็ต้องเจอคนที่มีความคิดและมุมมองตรงกัน

ใช่ ถ้าไม่ตรงกันก็ไม่เข้าใจ หาว่า เฮ้ย งี้ไม่จริงจังนี่หว่า แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้เขามาชอบเรานี่ แล้วเราก็จะไม่เลือกเขาด้วย เพราะเขาก็คงไม่ใช่คนที่เราต้องการ ถ้าไม่เข้าใจกันอยู่ด้วยกันไปก็ไม่มีประโยชน์ มันก็ต้องจูนให้ตรงกันด้วย เหมือนมีเพื่อนด้วยและมีคนรักด้วย มันอิสระมาก คือ โตแล้ว อย่าหาเรื่องใส่ตัว ไม่ดีหรอก

ทำไมงานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับความรัก จึงถ่ายทอดออกมาให้รู้สึกดี มีพลัง ดูสดชื่น และสร้้างสรรค์เสมอ

คือตอนเด็กๆ ก็อาจมีบ้างไม่สมหวัง แต่พอโตแล้วก็คิดได้ ส่วนไม่ดีทำไมเราต้องเก็บไว้ด้วย เราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีให้ชีวิตอยู่แล้ว เรื่องอะไรผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านเลยไป อย่าหาเรื่องใส่ตัว (ย้ำรอบสอง)

ตอนวัยรุ่นตื่นเต้นมั๊ย วันวาเลนไทน์

ก็ตื่นเต้นดิ แหมม สมัยเรียนก็สับราง บริหารเสน่ห์ไปตามภาษา(หัวเราะ) แต่พอโตขึ้นเราจะรู้ว่า อย่าเห็นแก่ตัว เฮ้ย เธอต้องรักฉัน เธอต้องนี่ เธอต้องโน้น หรือเรียกร้องจากฝ่ายตรงข้ามมากมาย ความรักหากเห็นแก่ตัวมันก็จะไปด้วยกันไม่รอด

กว่าจะคิดได้แบบนี้ ใช้เวลานานไหม

เป็นไปตามวัย มันก็ต้องผ่านการเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์มาหลายๆ เรื่อง

แต่บางคนก็ยังคิดไม่ได้น๊ะค่ะ

ใช่ บางคนแก่แล้วยังคิดไม่ได้ก็มี คือ เราต้องใช้ความคิด ใช้เหตุผลให้มากหน่อยว่า ที่ผ่านมันเป็นอย่างไร หมายถึงใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์น่ะ อารมณ์น่ะใช้ตอนเด็กๆ ได้ แต่ก็ควรมีเหตุผลกำกับด้วย พอโตขึ้นทุกอย่างมันลงตัวของมันเอง มันบอกได้ว่า ไอ้แบบนี้มันทุกข์ แล้วแบบนี้มันสุข อย่าไปสร้างความทุกข์ให้ตัวเอง เพราะชีวิตไม่มีความแน่นอน อะไรที่ทำแล้วเป็นความสุขแล้วไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ทำสิ

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันวาเลนไทน์อีกแล้ว วันสำคัญของคนที่มีกำลังมีความรัก คนที่อยากจะมีรัก คนที่มีความหวังในรัก คนที่รอความรัก อยากบอกอะไรกับทุกคน

ครั้งหนึ่ง พี่เคยบอกเลิกกับแฟนคนหนึ่งในวันวาเลนไทน์ แล้วก็เคยเกิดความรักแล้วบอกรักกันในวันวาเลนไทน์ด้วย แต่กับผู้หญิงคนละคน และคนละปีกันน๊ะ (หัวเราะ)

อยากบอกว่า “วันวาเลนไทน์ ก็แค่วันวันหนึ่ง อย่างไปเรียกร้องอะไรมากมาย อย่าเห็นแก่เรื่องของตัวเอง แต่จงให้ หากเราเปลี่ยนความเห็นแก่ตัวเป็นการให้จะดีที่สุด มันเป็นสัจจะธรรม คือถ้าให้เราก็จะได้รับ ไม่ต้องกลัว ได้รับแน่แน่ ไม่วันนี้ก็วันไหนสักวัน”

คาเฟ่บางรัก

You can leave a response, or trackback from your own site.