โยคะสมาธิ : ทางแห่งการฝึกตน – ตอน 2


โยคะสมาธิ
จากคลาสแรกจนถึงวันนี้ ครบสองเดือนแล้ว
ข้าพเจ้าไปเรียนโยคะแทบทุกวัน ไม่หยุดหย่อน เป็นไปได้ยังงัย แต่ขอบอกว่า ในเมื่อเยื้อย่างเข้ามาทางสายนี้แล้ว จำเป็นเหลือเกินที่ต้องเดินต่อไป เดินต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดเดินย้อนกลับ….

เหมือนโดนสะกดจิต….

มันก็น่าแปลกใจอยู่เหมือนกัน คนที่ไม่ค่อยใส่ใจออกกำลังกายอะไรสักอย่างเลยอย่างข้าพเจ้าจะเลือก โยคะ เพราะเอาเข้าจริง ยังมีกิจกรรมทางเลือกอีกหลากหลายที่น่าสนใจกว่าเยอะ แถมสนุกกว่าด้วย แล้วทำไมมาลงเอยที่โยคะหล่ะ?

สำหรับข้าพเจ้า โยคะ ไม่ใช่เรื่องของการออกกำลังกาย

ข้าพเจ้าไม่ได้อยากมี อยากได้ทรวดทรงอกเอวอะไรเกินไปกว่าของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมันก็เหมาะตามส่วน สมตามวัย ถึงจะไม่ถึงขนาดเช้งกะเด้ะ แต่ก็พึงพอใจแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้อยากเอามือยืนแทนขา ไม่ได้อยากเอาขาพาดแทนผ้าพันคอ ไม่ได้อยากเอาหน้าไปอยู่ด้านหลัง ไม่ได้อยากเอาหลังมาอยู่ข้างหน้า กลับหัวกลับหาง กลับบนลงล่าง หรือไม่ได้อยากเล่นท่ายาก ท่าพิศดารเพื่อไว้แสดงโชว์ โอ้อวดใคร ใดใดทั้งสิ้น แต่หากว่าใครมุ่งมั่นในการฝึกเพียงอาสนะ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เพราะหากร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ก็เป็นฐานที่ดีต่อการฝึกจิตใจเช่นกัน

ส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่า โยคะเป็นการสื่อสารกับกายใจตัวเอง

การที่อยู่ดี ๆ ร่ายกายต้องมาถูกยืด ยืด ยืด ยืด เป็นหนังสะติ๊ก ต้องฝืนกาย ต้องขืนใจ ต้องมีวินัย ต้องอดทน เจ็บปวดรวดร้าวมากถึงมากที่สุด แล้วจู่ ๆ มาฝึกทรมานทรกรรมตัวเอง มันเพื่ออะไรกันเล่า แต่คำตอบคงขึ้นอยู่ที่มุมองของแต่ละคนจริงๆ (ยังงัยก็ตาม ทุกท่านที่ผ่านช่วงเวลาของการเริ่มต้นมาแล้ว และยังเพียรฝึกอยู่สม่ำเสมอ ท่านอดทนมาก…สุดยอดเลย)

เนื้อ เอ็น หนัง กระดูก กล้ามเนื้อ ตับ ไต ไส้ พุง ฯลฯ เหยียด ๆ คลาย ๆ อวัยวะใดที่เคยหดไว้ ต้องยืดออก อะไรที่เคยยื่นออก ต้องหดเข้าไป ส่วนที่แข็งต้องโค้งอ่อน ส่วนที่อ่อนก็ต้องแข็งแรง แยกแข้ง แหกขา ฉีกออกให้ตรง ให้ถูกส่วน ให้สมดุลย์

โยคะคือการปรับสมดุลย์ของกายและใจ

วิธีการที่ข้าพเจ้าได้รับการฝึก คือ ครูทำให้ดู นักเรียนทำตาม ใครทำไม่ถูกครูจะเดินมาช่วยจัดท่าให้ ครูมุ่งมั่นมาก จะมีนักเรียนเพียงสองคนหรือยี่สิบคนก็แล้วแต่ ครูจัดท่าเรียงตัวทุกคน ไม่มีใครอดสายตาครูไปได้ จัดเสร็จก็ให้ค้างท่าไว้ แล้วเดินไปจัดคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ

ช่วงค้างนี่แหละ พ่อคุณเอ้ยย สยองขวัญที่สุด

ใครทนได้ก็ทนไป ใครทนไม่ไหวก็มีแอบเกเรบ้าง อู้บ้าง ข้าพเจ้าเนี่ยะตัวดีเลย แอบอู้บ่อยไป มันค้างท่าไม่ไหวจริง ๆ ในหัวสมองได้ยินแต่เสียงครวญครางของตัวเอง

“โอยย ไม่ไหว ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วโว้ยย โอยย อูยยย หูยยย ทำไมนานจัง ครูอยู่ไหน ครูเดินไปไหนแล้ว ครูลืมรึเปล่า หายใจออกได้ยางงง โอยย โอยย”

เหมือนหุ่นขี้ผึ้งถูกลนไฟ เหงื่องี้ หยดติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง เข้าตาเข้าปาก ทั้งแสบ ทั้งเค็ม ทั้งเมื่อย ทั้งคัน เกร็งกันจนสุดพลัง

เกร็งเหมือนเจ้าเข้าทรง เกร็งจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว มันจะขาดใจตายให้ได้เชียวหล่ะ และหากทนจนถึงจุดที่ทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจะเหลือบมองครู ส่งสายตาละห้อยอ้อนวอนขอความเห็นใจ แต่ไม่ค่อยได้ผล…..สายตาครูมองกลับมาแบบว่างเปล่า พร้อมส่งเสียงดังกังวาลตามมา

“Hold ๆๆๆๆ ten time count ” (โหย เลือดเย็นชะมัด!!!)

ใจหน่ะมันสู้น่ะ แต่สังขารมันไม่ให้ความร่วมมือเลย หลายครั้งที่ทนค้างท่าแทบไม่ไหว ใจจำยอมแพ้ คลายท่าเอง ขัดคำสั่งครูซะดื้อ ๆ

ตลอดระยะเวลาการฝึก มีสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่ชอบเอามาก ๆ เลย สิ่งน้ั้นคือ กระจก ข้าพเจ้าไม่อยากมองเห็นตัวเอง เผลอมองเมื่อไหร่ เห็นท่าทางเก้ เก้ กัง กัง แล้วยิ่งสมเพชเวทนาตัวเองไปใหญ่ ท่าครูที่โค้งอ่อนสวย หรือแข็งแรงทรงพลังสง่างาม แต่ไหงข้าพเจ้าทำได้ห่วยแตกมาก ยิ่งเห็นตัวเองในกระจกที่ยืนทื่อเป็นสากกระเบือ หน้าตาบูด ๆ เบี้ยวๆ เหมือนยักขมูขี

โอ้ววว สิ่งที่เห็นในกระจกนั้น มันใช่หรือ หน้าตาคนฝึกโยคะทำไมมันน่าเกลียดขนาดเน้

โยคะสมาธิ 6

กระจกทำให้ข้าพเจ้าเสียสมาธิ แต่กระจกมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ฝึกใช้คอยเช็คท่าตัวเองว่า แต่ละท่าที่ครูให้ทำ ร่างกายมันพิกลพิการอย่างไร จะได้ปรับตัวเองให้ถูกต้อง แต่เมื่อมีประโยชน์ก็มีด้านตรงข้ามเช่นกัน

ข้าพเจ้าจึงใช้วิธีเลี่ยงกระจกโดยการหลับตาบ้าง (ซึ่งครูก็ไม่แนะนำ) ระหว่างที่ครูให้ค้างท่า ข้าพเจ้าจะไม่ใช้ตามองภาพสะท้อนตัวเองในกระจก แต่ใช้ความรู้สึกสัมผัสกับร่างกายโดยตรง เมื่อครูมาจัดท่าให้ถูกส่วน เข้าที่เข้าทางดีแล้ว ข้าพเจ้าก็จะใช้ใจสัมผัสความรู้สึกของร่างกายตรงตำแหน่งนั้น แล้วจดจำไว้

ตลอดช่วงเวลาของการฝึกโยคะ มันไม่สามารถคิดอะไรได้เลยจริงๆ หากใจไหลไปคิดนึกปรุงแต่ง เข้าไปอินกับความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อใด หรือแม้แต่เผลอฟุ้งไปเรื่องอื่นที่ทำให้ขุ่นมัวอารมณ์ระหว่างวันทำงาน สติจะตามไปเพ่งจ้องประกบความรู้สึกนั้นทันที สติตามใจไปจับจุดต่าง ๆ ของกายไม่ห่างหาย อารมณ์ความรู้สึกนอกเรื่อง นอกเสื่อ ขาดหายไปเป็นระยะ สติดึงใจกลับมารู้แค่ที่ร่างกายเท่านั้น

กายเคลื่อนไหว ใจรับรู้ สติตามดูอาการของใจ

ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบัน

รู้สึกถึงความทุกข์ ความเจ็บปวดในช่วงเวลาปัจจุบัน
(เป็นปัจจุบันที่ยาวนานมาก ฮ่า )

มันเป็นการทำงานระหว่างกายและใจ ที่พูดคุยกันเอง ต่อสู้กันเอง ท้าทายกันเองอยู่ข้างในเงียบๆ

ข้าพเจ้าใช้อาสนะต่าง ๆ ของโยคะ ฝึกกาย ฝึกใจ ฝึกสติ ให้อยู่กับตัวเอง เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการฝึกเจริญสติที่ได้ผลกับตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ชอบอยู่กับความคิด ใจจึงชอบหลงไหลไปตามความคิด ไหลไปเรื่อยเปื่อย
(ไม่รู้ไปไหน ขยันไปมาก)

แต่สำหรับหนึ่งชั่วโมงของการฝึกฝน ไม่มีความคิดอื่นใดสามารถพาใจไหลไปได้ไกลเกินกว่าอาณาเขตร่างกายของตัวเอง จิตใจจดจ่อกับการเคลื่อนไหวร่างกาย อยู่กับความเจ็บปวด (ฮือ ฮือ)

ทั้งความคิด อารมณ์ ความรู้สึก มันเคลื่อนที่อยู่แต่เฉพาะในตัวเราเป็นส่วนใหญ่

สติอยู่กับกาย สติอยู่กับลมหายใจ
ใจรู้อยู่กับกาย ใจรู้อยู่กับใจ

เป็นชั่วขณะของการทำงานรวมกัน ระหว่างร่างกายและจิตใจ โดยมีสติคุมไว้

ข้าพเจ้าหมั่นสังเกตตัวเองในการฝึกฝนแต่ละวัน ความมุ่งมั่น ความท้อถอย ความสนุก ความเบื่อ ความดื้อ ความขยัน ความอดทน ความเฉื่อยแฉะ ความงอแง ความฮึด มันขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เคยเท่ากันสักวัน บางวันท่าเดิมที่เคยทำได้ พออีกวันดันทำไม่ได้ก็มี

มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากการฝึกโยคะแล้ว ร่างกายหมดพลัง อ่อนระโหยโรยแรงมาก ข้าพเจ้ากลับมานั่งนิ่งที่ร้านนานนับชั่วโมงก็ไม่ฟื้น รู้สึกถึงความอ่อนล้าของร่างกาย แต่ทำไมใจมันห่อเหี่ยว อ่อนแรงตามไปด้วย ดาวน์ดิ่งสุด ๆ ทั้งกายทั้งใจ

ข้าพเจ้าพยายามดื่มเครื่องดื่มหลายขนาดเพื่อเรียกพลังตัวเอง แต่ก็ไม่ฟื้นตัว กลับบ้านนอนหลับสลบสไลจนรุ่งเช้าอีกวัน ก็ยังไม่ดีขึ้น

โยคะสมาธิ4

ข้าพเจ้านั่งนิ่งหลับตา พิจารณาทบทวนวกไปวนมากับสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเรา มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ ทำไมใจไปขลุกรวมกับความอ่อนล้าของร่างกาย จนเปลี้ยไปตาม ๆ กัน กายที่อ่อนเปลี้ยเพลียล้า ฉุดใจเสียศูนย์ไปด้วย ใจยังคงเกาะรวมเหนียวแน่นอยู่กับกายไม่ปล่อย มันเหี่ยวเฉา เศร้า ซึม หมดเรี่ยวแรงไปด้วยกันทั้งคู่

ข้าพเจ้ารวบรวมสติ รวมรวมกำลังใจ ฮึดพูดกับตัวเองในใจ (ทำบ่อย ฮ่าฮ่า)

“ตลอดเวลาข้าพเจ้าปรนเปรอรับใช้ร่างกายนี้มานานแสนนาน ดูแลประทินโฉม ตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นอย่างดี แต่ไม่ค่อยเหลียวดูแลใจ หาแต่เรื่องทุกข์มาหมักหมม ดูสิ ฝึกโยคะแค่นี้ทำไมต้องสำออยด้วย ร่างกายเหนื่อยล้า แต่ใจไม่ต้องเป็นตามไปด้วยก็ได้” นั่นสิน่ะ

ตอนฝึกต้องรวมกายใจเป็นหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ต้องมีอุบายแยกใจกายออกจากกัน อย่าให้ความอ่อนแอของร่างกายฉุดใจให้หมดแรงไปด้วย

วิธีนี้ได้ผล ใจเกิดแรงฮึดขึ้นมา แยกออกมาจากอาการของกาย ตื่นมาเป็นเพียงคนเฝ้ารู้ เฝ้าดูร่างกายที่กำลังเจ็บปวด ไร้เรี่ยวแรง ดูเฉย ๆ รู้สึกเฉย ๆ กับอาการเหล่านั้น สักพักเดียว อาการหดหู่ ห่อเหี่ยว หมดเรี่ี่ยว บ้าบ้าคอแตกทั้งหลายก็สลาย หายเป็นปลิดทิ้ง

ใจมีพลังขึ้นมาทันที

บางครั้งกายใจก็ต้องทำงานร่วมกัน บางครั้งก็ต้องแยกกัน หากส่วนใดเสียศูนย์ อีกส่วนก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การฝึกโยคะนั้น สำคัญที่ใจจริง ๆ

นอกจากการรวมกันของกายใจตัวเองให้เป็นหนึ่งแล้ว ครูกับนักเรียนก็ต้องรวมกันเป็นหนึ่งด้วย ครูทำหน้าที่ถ่ายทอดบอกสอน นักเรียนมีหน้าที่ฝึกฝน เป็นนักเรียนใคร ๆ ก็เป็นได้ แต่คนเป็นครู ไม่ได้เป็นได้กันทุกคน แน่นอนว่า ครูทุกคนต้องเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว การสอนแต่ละคลาสครูก็ใช้พลังเช่นกัน ยิ่งเห็นครูทุ่มเทการสอนเท่าไหร่ ในฐานะศิษย์แล้ว ยิ่งต้องขยันฝึกฝน และอดทนให้มากขึ้น อย่าให้พลังงานเหล่านี้สูญเปล่า

การฝึกของข้าพเจ้า ไม่ได้จบลงบนเสื่อโยคะ แม้ออกจากห้องไปแล้ว กลับมาสู่หน้าที่การงานที่รับผิดชอบอยู่ การฝึกฝนยังคงดำเนินต่อไป อยู่เงียบ ๆ ข้างใน…

คาเฟ่บางรัก
31/03/14

You can leave a response, or trackback from your own site.