ทิวา ยอร์ค Tiwa York


ทิวา ยอร์ค Tiwa York หนุ่มลูกครึ่ง
มาดเข้ม สุภาพอ่อนน้อม และมีความสามารถสูงในแวดวงธุรกิจออนไลน์

ทิวา ยอร์ค หนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกบริษัท ADMAX Network ซึ่งเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ของธุรกิจมีเดียออนไลน์เน็ตเวิร์คของประเทศไทย และเป็นผู้ก่อตั้ง WWTH (Web Wednesday Thailand) ซึ่งเป็น Social Networking แรกของคนออนไลน์

คุณทิวา ยอร์ค เป็นลูกค้าของร้านกาแฟบางรัก ตั้งแต่ร้านเปิดกิจการ แวะเวียนมาอย่างสม่ำเสมอเกือบทุกวัน เสมือนร้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ทำงานจนกระทั่งทุกวันนี้ หากเปรียบร้านกาแฟบางรักเป็นต้นไม้ คุณทิวาและเพื่อนกลุ่มใหญ่ก็นับได้ว่าเป็นรากแก้วของร้าน และเป็นส่วนหนึ่งของมิตรภาพที่งอกงามเติบโตมาพร้อมๆ กัน

วันนี้คุณทิวาเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยทั้งชีวิตส่วนตัวและการงาน เพื่อทำความรู้จักคุณทิวามากขึ้น อีกทั้งยังให้ความรู้ในธุรกิจออนไลน์ที่น่าสนใจมากมาย

ช่วยเล่าประวัติของส่วนตัวเล็กน้อยก่อนที่จะมาเมืองไทยได้ไหมค่ะ

ผมเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน คุณแม่ไทยคุณพ่ออเมริกัน ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่อเมริกา รัฐอริโซน่า แต่ผมมาเมืองไทยได้เกือบ10 ปีแล้ว ตั้งแต่อายุ 27 ก่อนหน้านี้ก็ทำงานที่อเมริกาตั้งแต่อายุ 20 อยู่ในวงการอินเตอร์เน็ทที่นั่นได้ 5- 6 ปี พอบริษัทแตกแล้ว ผมก็ได้เงินชดเชยมาส่วนหนึ่ง ก็มีความคิดว่าอยากไปเที่ยวรอบโลก วางแผนว่าจะไปเที่ยว10 เดือน 16 ประเทศรอบโลก ก็บินไปเมืองจีน อยู่เมืองจีน 3 อาทิตย์แล้วก็บินมาเมืองไทย หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปไหนอีกเลย สรุปว่าที่วางแผนจะมาเที่ยวรอบโลกก็ได้ไปแค่ 2 ประเทศ คือ จีนและไทย

ทำไมไม่ได้ไปรอบโลกค่ะ

เพราะพอมาเมืองไทยได้ 6 เดือนก็พบรักกับแฟนคนไทย หรือ คุณปุ๊ก ซึ่งเป็นภรรยาและแม่ของลูกในปัจจุบัน ไม่ได้ไปไหนอีกเลยเพราะตกหลุมรักสาวไทย (หัวเราะ) จากวันนั้นถึงวันนี้ก็จะครบ 10 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าแล้ว

มาเมืองไทยใหม่ ๆ ทำงานอะไร

ตอนนั้นมาคนเดียว มาแรกๆ ก็เป็นอาสาที่มูลนิธิดวงประทีป คลองเตย ทำไปสักพักเงินเก็บที่มีมาก็หมด ก็ต้องไปหางานทำ จึงเริ่มสอนภาษาตรงสีลมคอมเพล็กซ์ สอนอยู่ 3 ปี แรกๆ สอนเด็ก แต่รู้สึกว่าไม่ถนัด ก็พอดีมีรอยเตอร์มาว่าจ้าง จึงได้รู้จักคุณแกรมที่ทำงานรอยเตอร์ จากนั้นก็ได้รู้จักโจ และได้เข้าร่วมงานกับคุณจอห์นและพอล บริษัท Impaq Interactive จำกัด(บริษัทที่ดูแล MSN เมืองไทย) เนื่องจากมีประสบการณ์ทางด้านออนไลน์มาก่อน เหตุที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานเพราะคิดว่าหากเราจะมีครอบครัว เราเป็นครูสอนภาษาคงไม่พอ ก็เลยได้ร่วมงานกัน ซึ่งขณะนั้นบริษัทมีพนักงานแค่ 20คน

ทำไมบริษัทเติบโตเร็วมาก จนมีบริษัทในเครือขยายออกมาอีกมากมาย

6-7 ปีท่ี่แล้วตลาดออนไลน์ยังใหม่มาก บริษัท Impaq คือผู้บุกเบิกตลาดนี้ ตอนนั้นเราได้ลูกค้าเป็น MSN เมืองไทย ให้เราดูแลให้ แล้วภายในบริษัทเองก็ทำหลายอย่างทั้งมีเดีย ทั้งเอเจนซี่ พอบริษัทเริ่มโตเราก็ต้องเแยกตัวออกมา ในปี 2005 โดยตั้งเป็นบริษัท New Media ซึ่งเป็นเอเจนซี่ออกมา แล้วก็ย้ายมาอยู่สีลมตึก Zuellic พอเมษา 2006 ก็เปิดบริษัทใหม่อีก ชื่อ ADMAX เป็น Ad Network ที่สร้างขึ้นมา

หัดพูดภาษาไทยอย่างไร

จริง ๆ ตอนอยู่อเมริกาก็พอฟังและพูดไทยได้บ้าง คุณพ่อผมเป็นอเมริกันที่พูดไทยได้ชัดมาก อ่านและเขียนไทยเก่งมาก แต่ผมไม่ยอมพูด จะฟังอย่างแดียวแล้วตอบเป็นภาษาอังกฤษ ช่วง3 ปีแรกที่มาเมืองไทยทำงาน part time ก็ตั้งใจที่จะเรียนภาษาไทย มีเวลาว่างก็เรียนภาษาไทยจากหนังสือที่เขาใช้สอนคนต่างชาติ ภรรยาก็ช่วยด้วย พาไปซื้อหนังสือเด็กอนุบาลที่จุฬา เอามาหัดคัดลายมือบ้าง อ่านเองบ้าง สรุปความรู้ภาษาไทยแค่ ป 2 พออ่านหนังสือพิมพ์ อ่านสัญญาได้แต่ช้า

ตลาดธุรกิจออนไลน์มีคู่แข่งไหม

ตอนนั้นไม่ค่อยมี เราเป็นคนแรกที่ทำ Adnetwork บริษัทอื่นมีก็แค่ Synegy E เราก็เริ่มสร้างมาเรื่อย ๆ พอสักพักหนึ่งเราก็ตัดสินใจขาย New Media ออกจากเครือ โดยขายให้บริษัทที่เวียดนามในปี 2005 ซึ่งตอนนั้นภรรยาก็ท้องพอดี จากนั้นเราก็แต่งงานกันปี 2006

ตลาดออนไลน์จากระยะเริ่มต้นที่คุณทิวาเริ่มบุกเบิก จนถึงปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

มันก็โตขึ้นเยอะครับ สมัยนั้นออนไลน์แอดเวอร์ไทซิ่งไม่มีใครสนใจ แบรนด์ต่างๆ คิดแค่จะมีเว็ปไซด์อย่างเดียว สร้างแค่เว็ปไซด์ก็พอแล้ว มองออนไลน์เป็นแค่มีเดีย เหมือนที่เขาจะออกโฆษณาทางโทรทัศน์ พริ้นแอด บิลบอร์ดอะไรต่าง ๆ

เหมือนหากคนอยากโฆษณาในเว็ปไซด์ ก็ต้องไปติดต่อตรงกับเว็ปไซด์นั้นหรือเปล่า ไม่มีใครมาบริหารอย่างจริงจัง

ใช่ครับ ทำให้ทำไมเราต้องมี Adnetwork มันเกิดขึ้นเพราะสมัยก่อนหากเราจะซื้อโฆษณา เราซื้อ 3 5 7 9 จบ ง่าย แต่เว็ปไซด์ ในเมืองไทยมีเป็นหมื่น เราจะรู้ว่า Audience ของเราอยู่ไหนก็หลากหลาย คนเข้าเว็ปมากกว่า150,000 เว็ปต่อเดือนทั่วโลก ต่อคนอยู่ที่เฉลี่ย30 เว็ป ฉะนั้นใครที่อยากโฆษณากับกลุ่มนี้จะเจาะยาก คนใช้ออนไลน์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น MSN หรือ Facebook หรือ Google หรือ Sanook หรือ Kapook, Mthai, Nation, Bangkok post ฯลฯ แล้วระบบ ADmax network คือ ตั้งระบบที่เราสามารถยิงแอดไปได้หลายเว็ปจากที่เดียว ไม่่ต้องติดต่อหลายที่

ดูแลเฉพาะตลาดออนไลน์ในเมืองไทยอย่างเดียวหรือเปล่า

ตลาดต่างประเทศด้วย ปี2006 เราเปิดออฟฟิชที่เวียดนาม กับ ฟิลิปปินส์ แต่ตอนนี้เรามีสาขาเพิ่มอยู่ที่สิงคโปร์ อินโด มาเลเซีย เพื่มอีก รวมไทยด้วยเป็น 6 ประเทศ

มีเดียออนไลนด์ซื้อขายกันอย่างไร และบริหารแคมเปญอย่างไร

ซื้อตาม CPM (cost per thousand) คือ Impression ทุกครั้งที่ Ad ขึ้น กี่ครั้ง หนึ่งพันครั้งรวมเป็น 1 CPM ซึ่งก็แล้วแต่งบลูกค้าด้วย เล็กสุดคือหนึ่งแสนบาท

ส่วนแคมเปญสามารถยืดก็ได้ สั้นก็ได้ ส่วนใหญ่ถ้าBudget เล็กไม่ควรที่จะยืด เพราะคนจะไม่ค่อยเห็นโฆษณา คือมันจะหมดเร็ว เราไม่เหมือนทีวี หรือพร้ินแอด คือเราแบ่งได้ ถ้าบอกว่าอยากเข้าถึงห้าแสนคน บอกได้ว่า Budget เท่าไหร่ อยากได้frequency เท่าไหร่บอกได้ เรา strict ได้ในระบบ เช่น ถ้าเราเปิดเครื่องของร้านกาแฟบางรัก เจอAdของโซนี เราเซ็ทว่่าอยากให้เครื่องนี้เห็น Ad ของโซนี่แค่สามครั้งเราก็ fixed ได้

ลูกค้ากล้าใช้งบตรงนี้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเทียบกับสื่อหลักสื่อรอง

คือเราไม่ได้เป็นตัวแทน ถ้าหากมองในแง่ที่เป็นแบรนด์ ใช่ เรายังมี strategic buy เราอาจต้องยังไปซื้อหน้าแรกของMmanager หน้าแรกของ Sanook ซื้อ MSN ยังสำคัญนะครับ เราจะซื้อสองสามห้าหรือสิบที่ก็ได้ แต่ว่าใช้ ADMAX มาเสริม เพราะเราสามารถ Reach ได้ในเมืองไทย 216 เว็ป และ136 เว็ปเป็นของไทย ส่วนอีก80 เว็ป เป็นเว็ปเมืองนอกแต่คนไทยเข้า ฉะนั้นเราสามารถยิง AD ไปได้216 ที่ โดยที่มีราคาเดียว Invoice อันเดียว Report ที่ได้ก็เป็นอันเดียวคือไม่ยุ่งยาก เราอาจจะไม่มาแทน Strategic buy คือเราวาง strategy ในมุมมองที่เราเป็นแบรนด์ ดังนั้น strategy ของเราคือต้องวาง Ad ไปอยู่บนเว็ปพวกนี้ เจาะกลุ่ม หรืออาจจะเจาะคอนเท้นด้วย ตรงนี้จะใช้ADmax มาเสริม

ปีที่ผ่านมาผลประกอบการของบริษัทเป็นอย่างไร

จาก2007 มา2008 ฝ่ายเมืองไทยก็ Double Revenue ปีนี้ก็เพิ่มมาอีก75% บอกเป็นตัวเลขไม่ได้ครับ ตลาดเมืองไทยทั้งหมดถ้าพูดถึงออนไลน์แอดเวอร์ไทซิ่ง รวมถึงแบนเนอร์กับเสริชก็อยู่ที่ประมาณ50ล้านเหรียญ 1.5-1.8 พันล้านบาท ของเราก็เป็นเปอร์เซ็นต์จากตรงนั้น ระบบนี้เมืองนอกมีมานานแล้ว แต่ใหม่สำหรับเมืองไทย

ทราบว่ากำลังจะไปจากADMAX (ณ วันที่สัมภาษณ์)


ครับ ก็อยู่กับบริษัทร่วม7 ปีแล้ว เฉพาะทำADmax 4 ปี ผมทำงานทุกฝ่าย ผ่านมาเยอะแล้ว ทั้งหมดนามบัตรผมมี 26 ใบ ผมเก็บ เก็บ เก็บ แล้วก็เอามาดูตั้งแต่เริ่มต้นจน 7 ปี Title มีกี่แบบ

ช่วงนี้ก็เนื้อหอมสิค่ะ เพราะในตลาดออนไลน์คุณทิวาก็ถือเป็นเบอร์หนึ่ง

ไม่ขนาดนั้นครับ ก็อยู่ในวงการนี้มานานแล้ว แต่วงการออนไลน์ก็ไม่ใหญ่มาก เพิ่งจะมีคนเริ่มมามองถึงออนไลน์เท่านั้น เห็นชัด ๆ เช่น มหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้สอนด้านออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเลย มีแค่ E- commerce , Technical , programming แต่ online marketing แทบจะไม่มีเลย โลกเราก็เปลี่ยน พฤติกรรมของคนไทยก็เปลี่ยน คนใช้ออนไลน์มากขึ้น มีชีวิตกับสื่อมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นวิทยุ แมกกาซีน โทรทัศน์ แต่ออนไลน์เข้ามาใหม่ ในเมืองไทยประมาณ20 ล้านคนใช้ออนไลน์

หมายถึงคนดูทีวีน้อยลง แต่มาเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้นหรือเปล่า

จริง จริง คนไม่ได้ดูทีวีน้อยลง แต่เขาจะดูทีวีและเล่นออนไลน์พร้อมกัน นั่งดูทีวีก็นั่งchat นั่งเช็ค facebook ,Twitter เช็ค e-mail ไป เสิร์ชหาข้อมูลไปด้วย คือโลกมันเปลี่ยนอย่างนี้ แต่สิ่งที่น้อยลงคือ อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านแม็กกาซีน เพราะจะไปอ่านทางออนไลน์มากขึ้น

อย่างงั้นสื่อสิ่งพิมพ์ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงกับการเติบโตของตลาดออนไลน์มั๊ย

ใช่ครับ คือ สิ่งพิมพ์เขาก็ต้องเปลี่ยนโมเดลของเขาเหมือนกัน แต่ตอนสุดท้ายทั้งหมดก็เกี่ยวกับคอนเท้นท์ ถ้าคอนเท้นท์ดีคนก็สนใจที่จะเข้าเว็ปของเขา คือแค่สื่อมันเปลี่ยนจากกระดาษมาเป็นโลกออนไลน์ แต่ก็ไม่ใช่ตลาดทั้งหมด เพราะเมืองไทยมี 20 ล้านคน คือ 30% ที่ใช้ออนไลน์

มองในแง่ผู้บริโภคสื่อ ไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนแปลงไปตามโลกออนไลน์มากแค่ไหน

โลกมันเปลี่ยนแปลงเร็วมากจริง ๆ จนบางคนสมองยังอาจปรับไม่ทัน โลกมันกลายเป็นโกลบอลจริงๆ เพราะอินฟอร์เมชั่นมันสามารถแลกเปลี่ยนกันได้แบบเรียลไทม์ เช่น facebook ก็ทำให้เราสามารถติดต่อกับเพื่อนสมัยเรียน ป.1 ได้ เรียกว่า “โลกเปิดกว้างขึ้นและข้อมูลพอหาได้” คือเด็กๆ เดี่๋ยวนี้เข้าห้องสมุดไปหาข้อมูลไม่เป็นแล้ว เข้า Google ไป wikipedia อย่างเดียว

แต่บางทีก็ทำให้เราหลงนะค่ะ เหมือนเราตั้งใจไปหาข้อมูลอย่างหนึ่ง พอเราไปเจออีกอย่าง มันก็พาเราไปเรื่อยๆ สรุปที่ต้องการหาก็ยังไม่ได้ชัดเจน แต่ไปเจอเรื่องอีื่น ซึ่งน่าสนใจกว่า

ใช่ครับ (หัวเราะ) นี่เป็น challenge อย่างหนึ่ง เช่น Google พยายามแก้ไข สร้าง search engine ที่จะมาหาข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องการ ดังนั้นหากเราจะค้นหาร้านกาแฟแถวสีลม อยากให้ร้านกาแฟบางรักมาเป็นที่หนึ่งคือเป็นไปไม่ได้ ซื้อไม่ได้ จะเป็นไปได้ก็ต้องใช้เทคนิค เราต้องเข้าใจคอนเท้นของเรา เว็ปของเราคนเข้าถึงหรือเปล่า คน Referถึงเราหรือเปล่า ดังนั้นสิ่งที่ Google ต้องการคือหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านกาแฟบางรักในด้านที่คนพูดถึงมากที่สุด เช่น เป็น cozy bar ที่เป็นกันเอง มีอาหารอร่อย มีอาร์ต มีกาแฟอร่อย อย่างนี้ Google จะหาข้อมูลที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ถ้าเป็นอย่างนั้นถึงจะควรขึ้น Café Bangrak คือ เดี๋ยวนี้ทั่ว ๆ ไป เราเข้าออนไลน์ก่อนใช่มั๊ยครับ เช่นเราอยู่ที่บาร์ เราคุยกันเรื่องหนัง จำชื่อดาราไม่ได้ นึกไม่ออก เดี๋ยวนี้ไม่มีใครต้องนึกออก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาใน Google ทันที

ในทางกลับกัน ยากไหมที่เราจะทำมาร์เก็ตติ้งออนไลน์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ไม่ยากที่จะเข้าถึง แต่หลากหลาย เพราะมันมีเครื่องมือเยอะมาก มีหลายทางที่จะไป เช่น เราจะใช้ facebook ใช้ google ใช้ Google map เราพูดถึงร้านกาแฟบางรัก เราเข้าไปในเว็ปใส่แบนเนอร์ของเราลงไปในเว็ปไซด์ Google บ้าง แต่ก็ต้องคำนึงถึง cost เพราะถ้าเราเป็นร้านเล็ก ๆ อย่างนี้เราก็อาจจะไปหาเว็ปเฉพาะที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น EDTguide อาจไปคุยให้เขาทำ Review ร้านเรา เมื่อก่อนเราแค่คิดว่าเราจะเลือก yellow page มั๊ย เราจะลงทุนตรงนี้มั๊ย เราจะไปลงแม๊กกาซีนที่เกี่ยวกับรีวิวร้านอาหารมั๊ย เรามีงบพอลงAdในทีวีมั๊ย มีไดเรคมาร์เก็ตติ้ง คือแจกใบปลิวต่าง ๆ มั๊ย มีทางเลือกไม่กี่ทาง แต่เดี่๋ยวนี้ถ้าเราจะทำตลาดธุรกิจ SME ของเราก็มีหลายทางเพิ่มขึ้นอีก เช่น มี บล๊อคเกอร์ที่ทำรีวิวร้านอาหาร บาร์ คนรักกาแฟก็มีกันหมด ฉะนั้นเราไปค้นหาบล๊อคเกอร์อย่างนี้ก็ได้ facebook page ก็ได้ มี Ad ใน facebook อีกด้วยที่เราสามารถซื้อได้ ไม่ต้องลงทุนเยอะและเจาะกลุ่มโดยเฉพาะ เช่น อยากได้คนอายุ 22-24 เฉพาะผู้ชาย เจาะได้ใน facebook

สมมุติร้านกาแฟมีงบเล็กน้อยส่วนหนึ่ง ทำอะไรได้ทางออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง

ถ้าถามผม ผมจะวางมาร์เก็ตติ้งแพลนสำหรับร้านอย่างนี้ คือ ใช้ facebook ให้เป็นประโยชน์ เพราะได้กับบุคลิกของร้านอยู่แล้ว เหมาะกับสไตล์ของคุณ ซึ่งมี reflex of your personality นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ร้านนี้เวิร์คจริง ๆ เพราะถ้าหากไม่มี Reflex of your personality มันก็ไม่เวิร์คหรอก คนมาที่นี่เพราะอะไร เพราะที่นี่อบอุ่น เป็นกันเอง สบาย สบาย หลากหลายอารมณ์ในที่เดียวกัน เหมือนตัวคุณ สำหรับผม ร้านนี้เหมือน Living room ของพวกเรา เหมือน the local คนฝรั่งเรียกว่า บาร์หรือผับแถวบ้านที่ไปประจำ พอเรามาประจำก็มีกลุ่มเพื่อนของเราจากที่อื่นก็มาประจำด้วย เช่น Reuters (รอยเตอร์ ประเทศไทย) มันก็ convenienceสำหรับเรา

กลับมาที่เรื่องออนไลน์ คือเราต้องถามตัวเองว่าเราจะลงทุนทำเว็ปของเราเองมั๊ย หรือว่าเราแค่ใช้ platform ของ facebook ก่อน สร้าง Content ตรงนั้นก่อน ถ้าหากวันหนึ่ง limite ของ facebookเกินแล้วทำไม่ได้ก็ย้ายออกมาเป็นเว็ปของเราเองก็ได้ แต่communityที่จะสร้างก็ดี ไม่ต้องพยายามจับกลุ่ม หรือดึงคนเข้าเว็ปของเรา ให้อยู่ที่ตรงนั้นก็ได้ เพราะเขาติดต่อคุยกับเราได้ง่าย ๆ ถ้าเป็นผมจะใช้ตรงนั้นให้เป็นประโยชน์ คอนเท้นท์เดี๋ยวนี้ก็ perfect คนเข้าไปง่าย share กันง่าย ไม่ต้องยุ่งยากกับเทคนิคอะไร หรือถ้าจะทำเว็ปเองก็ทำได้ โดยใช้ WordPress ก็ดี แล้ว link มา facebook คือมาดูว่าอะไรเวิร์คกว่า คอนเซ็ปของเราคือถ้า facebook มีลิมิต ก็ขยายไปทำ wordpress ถ้าไม่มีลิมิตทำแค่ facebookก็ได้ หรือบางทีถ้าเราเป็นบริษัทใหญ่ เราลงทุนกับเว็ปไซด์ แล้วติดอยู่ตรงนั้น Kpi ก็ต้องมี capex เข้ามาที่เว็ปของเรา แต่คิดว่าของที่นี่ไม่ซีเรียสหรอก มีอะไรที่รวมกลุ่มได้ แล้วมีคนสามารถ shareได้ เป็น communityมากกว่า

เป้าหมายในชีวิตคืออะไร

ถ้าในด้านการทำงานนะครับมีสี่อย่าง อย่างหนึ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้คือเวลา เวลาจำกัด ทุกคนเหมือนกันหมด ส่วนอีกสามอย่างคือ หนึ่งต้องดูอาชีพ การเติบโตของเราไปได้ถึงไหน สองรายได้ สามก็เป็นenjoyกับสิ่งที่ทำอยู่ ถ้าได้ดีคือเข้ากันทั้งสามทาง ถ้าไม่ดีก็อาจจะได้แค่สองในสาม

สมมุติมีเงิน 100ล้าน อยากทำอะไรให้ตัวเอง

โอ้ว ก็คงลงทุนกับธุรกิจมากกว่าครับ คือมุมมองของผมเองมองว่าเมืองไทยมีโอกาสเยอะ โดยเฉพาะออนไลน์ แต่ข้อเสียของที่นี่คือ พื้นฐานในการเรียน การศึกษายังไม่ถึง คือเราต้องสร้างตรงนี้ เหตุนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราสร้าง WebWendsday (WWTH)เหมือนกัน คือ เรามองว่าต้องรวมกลุ่ม เพื่อที่เราจะได้ push industry นี้ขึ้นมา เช่น ถ้าเราพูดถึงเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม นักลงทุนจากอเมริกา สิงคโปร์ ไปลงทุนเยอะมาก บ้านเราไม่มีเลย หรือมีก็เล็กน้อย มีแค่บริษัทเราเป็นหนึ่ง Sanook เป็นที่สอง Mweb , Talad.com ประมาณนี้ น้อยมาก คือ Industry นี้ถ้าหากจะให้มันโตก็ต้องการคนมาลงทุน ดังนั้นถ้าผมมีร้อยล้าน ผมคงหาทางที่จะลงทุนกับคนไทยที่ไฝ่ฝันว่าอยากสร้างบริษัทแบบนี้ นั่นคือโอกาสที่ดี

ช่วยเล่าจุดเริ่มต้นของ Webwednesday (WWTH)

จริงจริง WWTH เริ่มต้นจาที่ร้านนี้น๊ะ ผมนั่งอยู่ข้างบนกับนานา คืนหนึ่ง แล้วเราก็คิดขึ้นมาว่าเราควรที่จะทำ เราก็เลยเริ่มต้นทำเลย จนปัจจุบันนี้แต่ละท่ีที่เราจัดก็มีประมาณ 350 คนที่มารวมกัน เป็นโอกาสที่เราได้มา Networkingกัน มาคุยกัน มี Topic ที่จะได้เรียนรู้เพิ่มเติม ตอนแรกที่เราตั้ง Networkingแบบนี้ เมืองไทยไม่เข้าใจเริื่องนี้ คือเขามานั่งอยู่ที่โต๊ะกันเอง ไม่คุยกับคนอื่น อยู่กับเพื่อนกลุ่มของตัวเองอย่างเดียว เราก็ต้องคอยดึงให้ทุกคนมารู้จักกัน มีเกมส์อะไรมาแนะนำ

คนอื่นงงไหมว่า WWTH คืออะไร ทำอะไร เพื่ออะไร แล้วจะได้อะไร

ตอนแรกเรามี challenge สองอย่าง คือ อย่างแรกคือ Networking สองคือเรื่องนี้ เราจัดงานครั้งแรกคำถามเยอะมาก คนเดินเข้างานก็งง คือ สปอนเซอร์ก็ไม่มี จัดงานแบบนี้เหมือนจะ launch product อะไรก็ไม่มี ทุกคนก็ หือ? งานมันเกี่ยวกับอะไร? ก็แค่รวมชาวออนไลน์(หัวเราะ) เพื่ออะไร? เพื่อจะได้เจอกัน Networking หา?(หัวเราะ) for what? แล้วต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง? ไม่มี เงิน? ก็ไม่มี อีเว้นท์ที่เราไปคุยกับสปอนเซอร์ของเรา เช่น ไฮเนเก้น หรือ สิงห์ หรือ ดิอาจิโอ เขาก็ถาม เขามาสปอนเซอร์เขาได้อะไร?(หัวเราะ) ก็ได้แค่นี้ Route66 เขาบอกว่า เราไม่เคยทำอีเว้นทให้ใครฟรีน๊ะ ผมก็บอกว่าคุณไม่ต้องจ่ายอะไร แค่ขอสถานที่ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่มีเงินจริงๆ คนที่จะมาช่วยกันก็ Donate เช่น เวลา อะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ แล้วคุณก็จะได้ประโยชน์ของตัวเองในแง่ที่ช่วยสร้าง networking ขึ้นมา But this Industry as a long way to go…

จะทำ WWTH ต่อไปยังไง

เรามองว่าเราจะทำเป็น Association สำหรับฝ่ายดิจิตอล ในเมืองไทยมี Advertising Asso. Media Asso.แต่พอ Digital มันยังไม่ชัดเจน แล้วกฎหมายหรือ policy ของออนไลน์ก็ยังไม่ชัดเจน ที่มีอยู่่ก็ไม่เคลียร์ รวมถึงการป้องกันผู้บริโภคทางออนไลน์อย่างไร วิธีการลงโฆษณาไม่ว่าจะเป็นสุราให้มันชัดเจน จะไป approach ลูกค้าได้อย่างไร คือต้องมี structure ในการทำโฆษณาออนไลน์ แต่เมืองไทยไม่มี research ก็ไม่มี ข้อมูลที่เกี่ยวกับตลาดออนไลน์ไม่มี education ก็เป็นส่วนหนึ่ง สรุปคือทางกลุ่ม Association นี้จะตั้งขึ้นมาเพื่อมาสนับสนุน research, marketing, education, policy ให้มี standard ซึ่งเป็นการวางแผนของเรา นี่คือ goal ปีหน้าที่เราจะตั้งขึ้น แต่จะแยกจาก WWTH อาจเป็นทีมเดียวกันที่ช่วยกันทำแต่เราแยกวัตถุประสงค์ ให้ WWTH เป็นด้าน Social

บุคคลหลัก ๆ ที่่เป็นกำลังสำคัญของ WWTH มีใครบ้าง

ก็มีผม มีนานา กรรณิการ์ (ลอรีอัล) อำนาจ (ต๋อง จากเนชั่น) มีรี่ ก็ช่วยเยอะ และก็มีคนที่ซัพพอร์ท เช่น ปีย์จากแสนสิริ มีจิมมี่จาก Synegy E มีอีกเยอะครับ

คนที่เข้ามาช่วยก็ต้องมีความพร้อมเสียสละทั้งเวลา กำลังและความคิด แล้วได้รับผลตอบแทนอะไร

เป็นกลุ่มอาสาอย่างเดียวครับ ทุกคนที่เข้ามาช่วยผมก็บอกเหมือนกัน ถ้ามีใจที่จะทำ เรายินดีต้อนรับ แต่ถ้าต้องการอะไรที่เป็นเงินหรือว่าประโยชน์กับบริษัทของตัวเอง โดยเฉพาะที่จะมาขายของไม่ต้องมาครับ คือผมมองว่าถ้าหากเขาแค่มาร่วมกลุ่มตรงนี้ ได้ Networking ก็ได้ประโยชน์แล้ว ทำเพื่อ Industry เรียกว่า For the industry ,by the industry, own by the industry ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอก ผมไม่ได้เป็นเจ้าของ ผมแค่เป็นdriver หนึ่งคนที่คอยผลักดันเรื่องนี้เท่านั้น ช่วย organize อยากให้เป็นจุดหนึ่งจาก ซิลิคคอนวัลเลย์มาที่เมืองไทยบ้าง

เวลาเครียดมีวิธีดูแลความคิด ความรู้สึกตัวเองอย่างไร

ชอบเล่นกีตาร์ครับ เครียดก็เล่นกีตาร์คนเดียว เวลานั้นจะปล่อยได้ทุกอย่างเลย ไม่ต้องคิดอะไรเลย

ศรัทธาในอะไร

อธิบายยากครับ หลาย ๆ คนถามคำถามนี้ ผมไม่มีศาสนา แต่ผมเชื่อมั่นว่า life is real เราต้องหาหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเรา ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคริสเตียนเหมือนกัน ศึกษาเอง อ่านหนังสือเยอะ แล้วก็ได้คิดว่า ชีวิตนี้ที่แน่ ๆ คือ การมีอยู่ ทุกวันนี้ใช้ชีวิตให้ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ดีที่สุดในแง่เห็นแก่ตัว ต้องดูรอบข้าง เพื่อน หรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จักด้วย เราอยู่บนโลกนี้ด้วยกัน

เป็นเพราะเคยทำงาน มูลนิธีดวงประทีปหรือเปล่าที่ซึมซับวิธีการคิดช่วยเหลือคนอื่น

ส่วนหนึ่งครับ แต่ผมเป็นอาสามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เช่น เกี่ยวกับโบสถ์ พอโตขึ้นก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับโบสถ์แล้ว ตอนไปดวงประทีปผมก็รู้ว่าเรามีเวลาว่าง น่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์กับโลกนี้ ทำอะไรที่จะได้เจอคน เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ก็ได้เจอคนที่สอนผมค่อยข้างเยอะเหมือนกัน “always have something to learn from everybody”

แบ่งเวลาให้ครอบครัวยังไง


เสาร์อาทิตย์จะอยู่บ้านกับครอบครัวอย่างเดียว ไม่แตะงานเลย เพราะจันทร์ถึงศุกร์ก็ทำงานเต็มที่แล้ว เมื่อวันที่ผ่านมาผมก็พาลูกสาวไปขี่จักรยานที่สวนรถไฟ เขาก็ขี่ไป ผมก็ว่ิงตาม ได้ออกกำลังกาย เล่นเลโก้ ได้อ่านหนังสือ ลูกสาวชอบวาดรูป นั่งเล่นเกมส์กันใน ipad คือให้เวลากับเขาให้มากที่สุด

ชีวิตเปลี่ยนไหมหลังมีลูก

เยอะมากครับ ก่อนหน้านี้ไม่ต้องคิดอะไรมา แต่พอมีลูกต้องคิดหลายอย่าง ต้องคิดเผื่อว่าสิ่งที่ทำจะมีผลอย่างไรกับลูก กับภรรยาด้วย มันเป็นความรู้สึกที่ดี หน้าที่ของเราคือดูแลเขา เขาจะได้เป็นคนดีตอนเขาโต ผมมองในมุมว่า ถ้าลูกเราโตขึ้น เกลียดพ่อแม่ ได้ I don’t care ผมไม่ได้เลี้ยงเพื่อที่จะได้ให้เขาชอบผม ผมเลี้ยงเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นคนดีบนโลกนี้ นั่นคือหน้าที่ของผม ถ้า success ของชีวิตตรงนี้อยู่ตรงนั้น ถ้าเขาโตขึ้นรู้จักว่าใช้ชีวิตยังไง ช่วยคนอื่นยังไง รู้จักการวางตัวกับคนรอบข้างยังไง ก็แสดงว่าเราสำเร็จที่เขาจะดูแลตัวเองได้

ลูกสาวเป็นลูกครึ่ง สอนเขาอย่างไร วัฒนธรรมไทยกับฝรั่ง

เขาก็ได้รับทั้งสองอย่าง คือ ครอบครัวเรา open มาก เราสอนให้เขามีความคิดมากกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงมาก ให้เขาคิดให้ได้ ให้เข้าใจส่ิงที่เขาทำอยู่

เคยต้องรับแรงกดดันกับเรื่องอะไรในชีวิตบ้าง

ที่ยากสุดคือเรื่องครอบครัวพี่สาวที่ผมรับเลี้ยง ก่อนหน้านี้คุณพ่อกับคุณแม่ผมที่แต่งงานกันมา 40 ปี แยกทางกัน ทางแม่ผมซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูหลาน ๆ คือลูกของพี่สาว 3คนซึ่งก็แยกทางกับสามีเหมือนกัน ทั้งหมดจึงย้ายมาที่เมืองไทย ตอนนั้นลูกสาวผมเพิ่งหกเดือน รวมก็มีเด็กที่ต้องดูแล 4 คน แต่ภรรยาผมดีมาก เขาบอกผมว่า เขารักผม ทิวาทำอะไรก็ได้ ผมไม่สามารถผลักไสหลาน ๆ ให้อยู่อเมริกาได้ เพราะผมรู้ดีว่าจะไ่ม่ดี เด็ก ๆ จะมีปัญหา ตลอด 4 ปีที่ผมรับผิดชอบคนเดียวก็หนัก แต่ว่าเป็นสิ่งที่ดี ผมคุยกับภรรยาเสมอว่า ผมมั่นใจว่าชีวิตเราและลูกสบายมั่นคงแน่นอน แต่เด็กสามคนนี้ถ้าส่งกลับไปชีวิตเขาอาจจะไม่ดี มีปัญหาเยอะ แต่อยู่กับเราอย่างน้อยเราก็ได้พยายามที่จะมาช่วย ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยหากสิบปีผ่านไป ชีวิตเขาไม่ดี เราจะรู้สึกว่าเราผิด ทำไมเราไม่ทำอะไรเลย

ตอนนี้เด็กทุกคนกลับไปอเมริกากันหมดแล้ว

ใช่ครับ ย้ายกลับไปอยู่กับแม่เขาหมดแล้ว หลานคนโตก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เรื่องนี้ต้องขอบคุณภรรยาผมมาก ที่เข้าใจผม She is wonderful girl

คำถามสุดท้ายค่ะ มีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับความรัก

(หัวเราะ) ความรักที่แท้จริง เป็นอะไรที่เรามองคนที่เรารักในแง่ที่อยากให้ชีวิตเขาดีกว่าเรา แต่ในตอนสุดท้าย ความเป็นจริง ชีวิตคู่ก็เกี่ยวกับว่าคนคนนั้นได้ช่วยชีวิตเราอย่างไร ตรงนี้แต่ละคนมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมเป็นอย่างนั้นจริง จริง

บทสรุปของผู้ชายคนนี้ก็คือ ความรักเริ่มจากการให้ ทำหน้าที่ของตนในการให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่คนที่เรารัก แก่คนรอบตัว แก่สังคม ด้วยหน้าที่ ด้วยความรับผิดชอบ และด้วยจิตสาธารณะ เพราะทั้งการงาน สังคม และครอบครัว ทุก ๆ สิ่งล้วนเชื่อมโยงกัน แล้วผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับกลับมาก็คือทำให้ชีวิตเราดีขึ้นด้วยเช่นกัน

คาเฟ่บางรัก

You can leave a response, or trackback from your own site.