บางน้อยคอยรัก


ตลาดน้ำโบราณกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
อย่างไม่มีทีท่าว่าจะซาลงแถวสมุทรสงครามมีหลายตลาดอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ เช่น ตลาดนำ้อำพวา ตลาดนำ้บางน้อย ตลาดนำ้บางนกแขวก และตลาดนำ้ท่าคา กรุณาอย่าเผลอไปเที่ยววันธรรมดาเพราะตลาดเขาเปิดเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น บางตลาดเพิ่มวันศุกร์ด้วย บางตลาดเปิดแค่เช้าถึงสาย เช่น ตลาดนำ้ท่าคา ส่วนตลาดอัมพวาเปิดเที่ยงเป็นต้นไปถึงสองทุ่ม และตลาดนำ้บางน้อยเปิดเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น

การเดินทางก็ไม่ยากเย็นอะไร เพียงขับรถจากกรุงเทพเส้นพระรามสองตรงไปตามป้ายทางหลวง 35 สมุทรสงครามอย่างเดียว ผ่านตัวเมืองแล้วเลี้ยวเข้าทางหลวง 325 มีป้ายบอกตลอดทาง ขับไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมาย

ควรออกเดินทางแต่เช้าหน่อยจะเดินเที่ยวสะดวกกว่า เพราะหากสายแล้วคนจะยิ่งมาก แดดก็เร่ิมเผา ไหนจะต้องเดินหนีบตัวให้ผอมเพรียวเพื่อหลบทางกันแล้ว มือไม้ก็ยังต้องหิ้วของพะรุงพะรัง เพราะของที่นี่น่าซื้อไปหมด ทั้งบนบกสองฝั่งซ้ายขวาเต็มไปด้วยร้านรวง ยังไม่นับรวมแม่ค้าพ่อค้าที่พายเรือจอดรออยู่ริมคลองอีกเป็นแนวยาว หากใครเน้นถ่ายรูปวิวสวยๆ แนะนำให้มาก่อนตลาดเปิด เพราะหากเลยเที่ยงแล้วคนแน่นขนัด จะมายืนแอ็คอาร์ตถ่ายรูป รอแสง ปรับโฟกัส รบกวนคนเดินเขาเปล่าๆ แถมถ่ายไปก็ต้องทำใจ ยังไงก็ต้องถ่ายติดพี่น้องที่ไม่เคยรู้จักร่วมโลกไปด้วย

ตลาดอัมพวาจะถึงก่อน ที่อุตสาห์อดอาหารเช้าเพื่อเก็บท้องไว้ทานที่นี่ก็ไม่ผิดหวัง ดังนั้นอันดับแรกที่มาถึงก็ต้องหาของอร่อยทาน มีหลายร้านและหลายเรือ ซึ่งพ่อค้าแม่ขายพายเรือมาจอดเทียบข้างคลองรอให้เลือกซื้ออยู่มากมาย สามารถสั่งแล้วนั่งทานที่โต๊ะข้างคลองได้เลย อาหารเช้ารวบเพลสองมื้อของพวกเราจึงเลือกทานอาหารทะเลเผา ร้านเจ๊แดง เพราะเห็นกุ้ง ปลาหมึก ปลาตัวเป้งสดๆ น่าทาน นอกจากนี้ก็ยังมีปลาทูทอด ปลาทูแท้และอร่อยก็ต้องที่แม่กลองนี่แหละ หน้างอคอหัก (พี่ที่ไปด้วยกันบอกว่า เหมือนเจ้าของร้านกาแฟบางรักเลย) ข้าพเจ้าสั่งต้มยำปลาทูสด ปลากระพงเผาเกลือ ปลาหมึกกล้วยใหญ่เผา ปลาทูแม่กลองทอด และกุ้งเผา จิ้มนำ้จิ้มซีฟู้ดรสแซบ แล้วก็สั่งนำ้ตาลสดใส่นำ้แข็งดื่มหวานเย็นชื่นใจสามารถแก้เผ็ดได้ชั่วคราว พวกเราทานไม่หยุดปาก ทานกันสามคนแต่สั่งเบิ้ลหลายจานเสียด้วย

ข้าวแป้งไม่เน้นเพราะจะตัดกำลัง แต่เอ๊ะ สั่งไปสั่งมามื้อนี้เห็นจะหนักไปทางเมนูปลา กะว่าทานอิ่มครีบคงงอก กลายเป็นเมอร์เมดว่ายนำ้กลับบ้านแบบปลากันไปได้เลย

ทานเสร็จแล้วจะหาของหวานทานก็ต้องไปลองไอศกรีมที่ทำจากดอกไม้สด ร้านศรีมาลาเจ้าตำหรับ พวกเราชอบชิมอาหารแปลกจึงสั่งไอศกรีมมาลิ้มลอง ราคาถ้วยละ 35 บาท 3 ถ้วย100 สั่งมาเกือบทุกรสที่เขามี อาทิ ไอศกรีมดอกอัญชัญ ดอกดาหลา ดอกบัว ดอกเข็ม ดอกกุหลาบ กล้วยบวชชี ฟักทอง มะยมพริกเกลือ มะม่วงนำ้ปลาหวาน ฝรั่งคลุกบ๊วย น้อยหน่า ข้าวเหนียวทุเรียน ไม่น่าเชื่อว่าจะไปกันได้ช่างคิดดีแท้ แต่รสที่ถูกปากเห็นจะเป็น ดอกอัญชัญ และ ดอกบัว เพราะรสกลมกล่อมกำลังดี หอมดอกไม้ หวานมันนมและนำ้ตาลมะพร้าว ยังมีที่แปลกกว่านี้อีก เช่น ไอศกรีมปูอัดวาซาบิ แต่กลัวท้องจะรับไม่ไหวจึงหยุดไว้แต่เพียงแค่นั้น เนิื่องจากอาหารที่ทานมาก่อนหน้าสารพัดปลาว่ายเบียดกันอยู่ในกระเพาะเสียก่อนแล้ว

จากร้านไอศกรีมเดินย่อยเลียบคลองไปเรื่อยๆ ซื้อของฝากไปเรื่อยๆ ราคาไม่แพง บางอย่างหาทานยากที่กรุงเทพ และบางอย่างอร่อยกว่ามาก เช่น กล้วยเบรคแตก กล้วยกวน หมี่กรอบผัดใส่ส้มซ่า นอกจากนี้ก็จะหนักไปทางร้านเสื้อผ้า เสื้อยืดสกรีนที่ระลึกตลาดอัมพวา ของเก่า ของเล่น ของโบราณก็มีให้ดูกันเพลิดเพลิน แต่มีบางร้านก็ไม่โบราณจริง ดูไปผสมรวมๆ ก็กลืนกันไป พี่ที่ไปด้วยซื้อเสื้อยืดเพ้นท์มือเป็นรูปกระป๋องโอวัลตินสมัยก่อน (ตรงกับชื่อพี่เขาพอดี) แต่เขาไม่มีไซด์ เพื่อไม่ให้หมดโอกาสในการขายพ่อค้าก็ให้จ่ายเงินไว้ก่อนแล้วจะวาดให้ใหม่ ฝากที่อยู่ไว้แล้วสัญญาใจว่าหากไปทำธุระกรุงเทพจะแวะเอาไปให้ แต่คิดว่าส่งไปรษณีย์จะดีกว่า หากรอพ่อค้ามีธุระอาจได้ใส่ตอนเฒ่าชราก็เป็นได้

คอกาแฟต้องไม่ลืมซื้อนำ้ตาลก้อนทำจากมะพร้าวติดมือกลับบ้าน หาที่เขาทำเป็นก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าเหรียญสิบ
ห่อละ 25 บาท ห้าห่อร้อยบาท ลองเอาไปใส่กาแฟอเมริกาโน่ร้อนทาน หนึ่งแก้วใส่หนึ่งก้อน จะให้รสหวานหอม กลมกล่อมกว่านำ้ตาลทรายแดงเสียอีก แต่ขอเตือนว่าอย่าเผลองกซื้อแบบขนาดก้อนใหญ่เท่าขันนำ้แล้วกัน กะด้วยสายตาถึงปริมาณและราคาอาจคุ้มกว่าถ้านำไปทำอาหาร แต่หากไปใส่กาแฟดื่มนั้นไม่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะนำ้ตาลมะพร้าวเป็นก้อนแข็งโป๊ก ใหญ่ขนาดนั้นจะทานกาแฟแต่ละที ก็คงต้องใช้อีโต้สับ หรือปาเข้ากำแพงเท่านั้นจึงจะแตกออกเป็นเสี่ยงเล็กเสี่ยงน้อยได้

——————————————————————————————————

นอกจากนี้ หากใครอยากล่องเรือชมวัดริมนำ้เขามีเรือท่องเที่ยวบริการคนละ50 บาท พาแวะห้าวัด(วัดละสิบบาท) แต่เราไม่ไปเพราะมีพี่บางคนกลัวตกนำ้ ครั้งนี้จึงขอเลือกเดินเที่ยวเล่นซื้อของเลียบคลองไปเรื่อยดีกว่า ที่ขาดไม่ได้ก็ต้องซื้อปลาทูแม่กลองกลับบ้านไปฝากแม่เสียหน่อย มาถึงที่แล้วไม่ซื้อปลาทูนี่ก็เท่ากับไม่ได้มา ปลาทูที่นี่ขึ้นชื่อ หอม อร่อย และเนื้อนุ่มที่สุด แต่ละแผงก็จะมีหลายขนาด หลากราคา เปรียบเทียบกันไปก่อนตัดสินใจจ่ายตามความพอใจ

เสร็จแล้วรีบออกจากตลาดนำ้อัมพวาก่อนที่คนจะเยอะไปกว่านี้ แต่ก่อนออกไปอย่าลืมไหว้พระทำบุญที่วัดอัมพวันเจติยารามสักหน่อย ตรงจุดที่เราจอดรถนั่นแหละ คนไม่ค่อยเยอะ เพราะส่วนใหญ่มุ่งไปจับจ่ายถ่ายรูปเอาสนุกมากกว่ามาไหว้พระทำบุญ ภายในโบสถ์วัดอัมพวันมีรูปจิตกรรมฝาผนังสวยงาม ไหว้พระประธาน ทำความสงบ และหยอดปัจจัยทำบุญค่านำ้ ค่าไฟ ใช้หนี้สงฆ์กันเล็กน้อยแล้ว ออกจากโบสถ์มาทางขวามือจะเห็นพระปรางค์ที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้เพื่อระลึกถึงว่า จุดนี้เดิมเป็นเรือนคุณนาคใช้เป็นที่คลอดคุณฉิมบุตรชาย ซึ่งต่อมาคือ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี 2

ระหว่างเดินกลับไปจุดที่จอดรถก็เหลือบไปเห็นป้ากับหมาน้อยนั่งยองยองอยู่ข้างวัด หมาน้อยสีขาวหม่นใส่มงกุฏและคาบกระป๋องแดงเรียกความสนใจให้ผู้คนเข้ามาช่วยกันทำทานเป็นค่าอาหารสุนัข ป้าเล่าว่า ป้าไม่มีลูกจึงรักสุนัขมาก และรับเลี้ยงกว่า 60 ชีวิต ป้าใจดีรำ่รวยเมตตาแต่ฐานะไม่ดีตามด้วย เสาร์อาทิตย์จึงต้องพาหมาน้อยมาหาค่าอาหารเพื่อเลี้ยงครอบครัวหมาอีกโขยงที่บ้าน เราเหลือบไปเห็นโลงศพเล็กๆ มีสุนัขถูกสต๊าฟไว้ในโลงถึงสอบถามต่อ ป้าเล่าว่าเป็นสุนัขตัวก่อนที่ฉลาดมาก เป็นขวัญใจของคนแถวนี้และคนต่างถิ่น เขาเสียชีวิตแล้วแต่ด้วยความอาลัยจึงสต๊าฟไว้ เราทำบุญค่าอาหารสุนัขเสร็จก็ต้องรีบเดินจากมาเพราะหากสบตาหมาน้อยนานนำ้ตาจะพาลร่วงเอา

ขับรถออกจากวัดอัมพวันเลี้ยวซ้ายไปอีกสักสี่ห้ากิโลก็จะถึงตลาดนำ้บางน้อย จอดรถได้ที่ลานวัดเกาะแก้วแล้วไหว้พระสามพี่น้อง ทำบุญหยอดกล่องกันสักนิดก่อนเดินชมตลาด ตลาดนำ้ที่นี่เป็นชุมชนเล็กๆ คนไม่ค่อยพลุกพล่าน

เหมือนตลาดอัมพวา ถนนหนทางก็กว้างขวาง เดินสะดวก สะอาด แม่นำ้ก็นิ่งสงบไม่จอแจ บ้านเรือนสองฝั่งนำ้เป็นเรือนไม้บ้าง เรือนครึ่งปูนครึ่งไม้บ้าง เลียบนำ้ไปสุดลูกหูลูกตา ดูสวยงาม สงบ บรรยากาศอบอุ่นแต่อากาศเย็นสบาย

ร้านค้าขายของส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านที่อาศัยละแวกนี้เปิดร้านขายของกันเล็กน้อย เป็นวิถีชีวิตชุมชนที่น่ารัก และอบอุ่น ด้วยมิตรไมตรี เดินเบียดคนมาเหน่ื่อยๆ จากตลาดนำ้อัมพวา พอมาถึงที่นี่แล้วค่อยหายใจหายคอสะดวกหน่อย เดินเลือกซื้อของแสนสบายไม่ต้องฝืนทำตัวผอม เพราะไม่ต้องหลบใคร ของที่น่าซื้อ อาทิ สบู่สมุนไพร

มะขามป้อมอบแห้ง มะเขือเทศราชินีอบแห้ง รวมถึงผักสดและผลไม้จากสวนของชาวบ้านที่ปลูกเอง ขายเอง ผลงามราคาไม่แพง ที่น่าสนใจคือ กระทงใบตองแห้ง เขาพับแบบปราณีตไม่มีรอยต่อของใบตอง ขายแถวละยี่สิบห้าบาท มองดูด้วยสายตาก็หลายร้อยใบอยู่ ตั้งใจจะซื้อไว้ใช้งานที่ร้านแต่ตอนขากลับดันลืมซื้อเสียได้ เสียดายจัง

แวะชิมขนมหางหมูห่อใบตองโรยมะพร้าวขูด ราคาสิบบาทแต่แพคเกจจิ้งหรูหราปราณีต ห่อมาในกรวยใบตองขนาดพอดีกัดสองคำ ขนมนุ่มไม่หวานมากและหอมมะพร้าวขูด เดินตามทางเรื่อยๆ มาแวะนั่งหายใจนิ่งนิ่งที่หน้า “ร้านบางน้อยคอยรัก” เป็นเรือนไม้สามคูหา บรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านเรา ชั้นล่างขายชา กาแฟ ขายข้าวผัดปลาทู ขายของที่ระลึกกระจุกกระจิก เช่น เสื้อ กระเป๋าผ้า หนังสือ โปสการ์ด ราคาไม่แพงเลย นอกจากนี้ยังเป็นแกลอรี่มีงานแสดงภาพถ่ายสวยๆ ฝีมือเจ้าของร้านให้ชมฟรีด้วย ส่วนชั้นบนเป็นห้องพักแบบโฮมสเตย์ ราคาไม่แพง ใครอยากหลบหนีความวุ่นวายมาพักผ่อนบรรยากาศริมนำ้ก็โรแมนติกดี หรือจะนั่งเล่นที่เก้าอี้ริมคลอง สั่งกาแฟทาน แล้วเลือกซื้อหาโปสการ์ด นั่งเขียนถึงคนที่เราคิดถึงก็เพลินอารมณ์ดี เขียนเสร็จซื้อแสตมป์สามบาท แลบลิ้นใส่แสตมป์หนึ่งที ก่อนนำไปปิดบนโปสการ์ดแล้วหย่อนใส่ตู้ไปรษณีย์สีแดงแจ๊ดแจ๋หน้าร้านได้เลย ถ้าหากส่งไปต่างประเทศทางร้านก็มีบริการนำไปส่งให้คิดค่าบริการแผ่นละสิบห้าบาทเช่นกัน

จากนั้นก็เดินหาของทานไปเรื่อยๆ (อีกแล้ว) ตลาดนำ้บางน้อยมีโรตีแต้จิ๋วที่ขึ้นชื่อ โรตีแต้จิ๋วเป็นขนมหวานทำจากแป้งข้าวเหนียวแผ่นแป้งบางๆ ห่อใส้ถ่ั่วลิสง งาและนำ้ตาล มาที่นี่กลายเป็นคนตะกละท้องอิ่มแต่ใจยังสู้ เหลือบไปเห็นคนรุมสั่งก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำสูตรมะนาว ร้านเจ๊หงวน ก็ต้องแวะชิมกันสักหน่อย รสชาติดีแต่รู้สึกว่ากระเพาะคงเลื่อนมาอยู่แทนที่คอหอย ทานเสร็จก็ต้องรีบเดินต่อไปเพราะแน่นจนนั่งไม่ไหว

การมาเที่ยวครั้งนี้นอกจากอิ่มท้อง แล้วยังอิ่มใจในบรรยากาศ มิตรภาพ และรอยยิ้มอันแสนหวานของคนท้องถิ่นที่นับวันจะห่างหายไปจากสังคมเมืองหลวง หมายจะเดินทางไปชมตลาดนำ้ที่เหลือแต่เพื่อนร่วมกลุ่มบอกไม่ไหวแล้ว หากไปอีกคงไม่พ้นเรื่องของกิน ท้องอาจจะแตกตายตามชูชกไปเป็นแน่แท้ จึงจำใจจรจาก “บางน้อยคอยรัก” กลับไปตั้งหลักที่ “บางรัก”คอยน้อย อยู่่กรุงเทพเช่นเดิม

คาเฟ่บางรัก

You can leave a response, or trackback from your own site.