พุทธคยา ตอน1 – ก่อน


01อินเดีย ประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ด

และมีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก หรือมากกว่าหนึ่งพันล้านคน มีภาษาพูดที่แตกต่างถึง 800 ภาษา อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดพระศาสนาสำคัญใหญ่ ๆ สองศาสนา คือ พราหมณ์ และ พุทธ ไม่รวมยิบย่อยอีกกว่า 400 ศาสนา คนอินเดีย 79 % นับถือศาสนาฮินดู 15% นับถือศาสนาอิสลาม 2.5% นับถือศาสนาคริสต์ ที่เหลืออีก 3.5% นับถือพุทธ ซิกข์ เชน และนักบวชที่นับถือนิกายต่าง ๆ อีกมากมาย

ประเทศที่มีกิตติศัพท์ล่ำลือถึงความทุรกันดาร ความอดอยาก ความแห้งแล้ง มากกว่าความสุขสบายอย่างอินเดียนั้น ใช่ว่าจะไปกันได้ง่าย ๆ แน่นอนว่า การไปเที่ยวที่ไหนก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ต้องมีคือเงิน สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก แต่อินเดียไม่ใช่เลย เงินอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่ต้องมี เพราะถ้ามีเงิน คนส่วนใหญ่จะเลือกไปเที่ยวที่อื่น ใช่หรือไม่? ดังนั้นเงินจึงเป็นปัจจัยรองสำหรับที่อินเดีย ไม่เชื่อลองถามใครใครดูเล่น ๆ สักสิบคนก็ได้ว่า ถ้ามีเงินแล้วอยากไปเที่ยวประเทศไหน จะมีสักกี่คนที่ตอบว่าอยากไปอินเดียเป็นอันดับแรก เพราะอะไร ? แล้วอะไรเป็นแรงจูงใจ?

การเดินทางไปอินเดียครั้งแรกของข้าพเจ้า เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในช่วงมีนาคม ข้าพเจ้าได้ไปอินเดียเพราะเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา แล้วเพื่อนรุ่นน้องอีกคน (ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับคนที่บวช) มาชวนไปด้วยกัน อินเดียเป็นประเทศในฝันที่ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะไปให้ได้สักครั้งหนึ่ง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เดาว่า ส่วนหนึ่งคงมาจากการที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาพุทธศานา และครอบครัวคลุกคลีกับวัดมาตั้งแต่เด็ก สาเหตุคือ สมัยเด็ก ๆ หากเป็นวันหยุดเรียนเสาร์ อาทิตย์ พวกเราสี่พี่น้องหยุดอยูู่บ้าน จะทะเลาะกันจนแม่รำคาญ ประสาทเสียเพราะทำงานไม่ได้ แม่เลยพาพวกเรามาปล่อยให้เที่ยวเล่นที่วัดเบญจมบพิตรแทน ให้อยู่กันทั้งวันตั้งแต่เช้าจนกว่าจะเย็น ห้ามกลับบ้านเด็ดขาด (เขามีแต่ปล่อยหมาแมว แต่แม่เรานี่ แอ๊ดว้านซ์ชะมัด) พวกเราจึงได้เรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้กินข้าววัด ได้เรียนและทำกิจกรรมที่วัด ในขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ อาจได้ไปเที่ยวทะเล ไปเท่ี่ยวห้างสรรพสินค้า ไปกินอาหารหรู ๆ นอกบ้าน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ กับครอบครัว นี่จึงเป็นการปลูกฝังให้ข้าพเจ้ามีความสนใจในพุทธศาสนา แล้วพัฒนาเป็นความศรัทธาตามลำดับก็อาจเป็นได้

การตัดสินใจร่วมไปอินเดียครั้งแรกจึงง่ายดาย จุดมุ่งหมายครั้งนี้คือ ไปพบรุ่นน้องที่ไปบวชที่เมืองพุทธคยาแห่งเดียว อยู่ปฏิบัติร่วมกันที่นั่นตลอด 5 วัน ไม่ได้วางแผนไปทัศนาสังเวชนียสถานท้ั้ง 4 แต่อย่างใด คิดแล้วก็อยากขอบคุณน้องทั้งสอง ที่สร้างโอกาสให้ข้าพเจ้า คนหนึ่งถ่อไปบวชเสียไกล อีกคนก็เพื่อนรักชักชวนกันตามไปอุปถัมภ์

เนื่องจากข้าพเจ้าประกอบกิจการร้านอาหารเล็ก ๆ และต้องดูแลคนเดียว การที่จะหยุดยาวเพื่อเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ จึงไม่ค่อยมีบ่อยสักเท่าไหร่ แต่สำหรับทริปนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจและตัดใจเตรียมแผนการหยุดร้าน 5 วัน ที่ต้องเรียกว่าตัดใจนั้น ไม่ใช่เสียดายรายได้ แต่รู้สึกเกรงใจลูกค้าประจำของร้าน คงเก้อน่าดูหากมาแล้วร้านดันปิดเสียนี่

แล้วความกังวลใจก็เป็นจริง เพราะหลังจากกลับมาจากอินเดีย ข้าพเจ้าโดนต่อว่าต่อขานจากกลุ่มลูกค้าฝรั่งขาประจำว่า “ยูอย่าทำอย่างนี้อีกน่ะ พอเลิกงานแล้วไอต้องมายืนหน้าร้านแบบงง งง โดยไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ยูรู้ไหมว่า ไอเคว้งคว้างมาก……(บ่นบ่นบ่น)” โอวว ขนาดนั้นกันทีเดียว นึกในใจว่า บ้านช่องไม่มีกลับกันหรืออย่างไร ฮ่าฮ่า แต่ก็รู้สึกดีที่เรามีความสำคัญขนาดนี้ (ที่ต้องเรียกว่าลูกค้าประจำนั้นคือ กลุ่มนี้จะมากันทุกวัน ขยันมาตอกบัตรที่ร้านยิ่งกว่ามาทำงาน หากใครเข้าออฟฟิตแล้วไม่เจอใคร ก็มาตามหากันได้ที่ร้านนี้ เพราะส่วนใหญ่ใช้ที่ร้านเป็นทีี่ทำงานและที่นัดหมายทางธุรกิจด้วย )

ดังนั้นการเดินทางไปเที่ยวไหนต่อไหนแต่ละครั้งนั้น จะผลีผลามไปตามอารมณ์อยากอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อนฝูงไปไหนกันข้าพเจ้าจะอดทุกที สิ่งแรกท่ี่ต้องทำให้คิดหนักหากต้องปิดร้าน ก็คือพยายามนึกถึงหน้าลูกค้าผู้มีพระคุณไว้เป็นอันดับแรกก่อน หากอยากไปจนทนไม่ไหวก็ค่อยหนีไปเลยละกัน…(ยิ้ม)

อินเดียในช่่วงเดือนมีนาคม คนจะเริ่มน้อยแล้ว เพราะส่วนใหญ่ที่ไปแสวงบุญจะนิยมไปช่วงเดือน ตค – มีค อากาศหนาวเย็นกำลังดี เพราะถ้าเข้าเมษายนเป็นต้นไป อากาศที่นี่จะร้อน ถึงร้อนมาก และไม่ใช่ร้อนอย่างเดียว เราจะต้องผจญกับฝูงมฤตยูยุงยักษ์และ หน่วยน่ารำคาญอย่างแมลงวัน วี๊ วี๊ ด้วย พระที่วัดบอกว่า ทั้งกัดท้ั้งตอมแบบจองเวรจองกรรม เอาให้ตายกันไปข้างเลยทีเดียว (และที่ตายส่วนใหญ่มักจะเป็นยุง เพราะเขาขยันกัดไม่ยั้ง ยั่วยวนจนศีลขาดกันทีเดียว แหม่) แต่เรื่องอากาศร้อนนั้นไม่ค่อยมีผลกับข้่าพเจ้าเท่าไหร่ พอทนได้ เรื่องความสะอาดของอาหารการกินนี่สำคัญกว่า เพราะเราคงไม่อยากป่วยไข้ หรือเจ็บป่วยเดียวดายที่บ้านเมืองอื่นที่ไม่ใช่บ้านเรา และหากให้เลือกระหว่างความลำบากและความสบาย แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ต้องเลือกความสบาย แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าเราผ่านการอยู่อย่างยากลำบากได้แล้วนั้น ความสบายนั้นไม่ต้องพูดถึง

การบินไทยมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพ สู่พุทธคยา ค่าตั๋วเครื่องบิน ไปและกลับตอนนั้นประมาณ 22,000 บาท การขอวีซ่าก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เอกสารที่ใช้ประกอบด้วย หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ (อย่างน้อย 6 เดือน) ยื่นพร้อมค่าธรรมเนียมประมาณ 1700 บาท ติดต่อได้ที่ศูนย์รับคำขอวีซ่า หรือเข้าเว็ปไซด์ ดูรายละเอียดให้แน่ใจก่อน เพราะอาจเปลี่ยนแปลงได้ที่ www.ivac-th.com ใช้เวลาการพิจารณา 3 วันทำการ ก็รับวีซ่าได้เลย

02

03

ส่วนที่พักนั้น พุทธคยามีที่พักมากมาย เนื่องจากเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลัก ของนักแสวงบุญทุกประเทศทั่วโลกที่นับถือศาสนาพุทธ จึงมีทั้งวัดไทย เกสต์เฮ้าส์ และโรงแรมหลายดาวให้เลือก คนไทยที่จะไปนั้นเข้าพักที่วัดไทยพุทธคยาก็ได้ สะดวก สะอาด และปลอดภัย บรรยากาศเหมือนอยู่วัดที่ประเทศไทยทุกอย่าง แต่อาจต้องติดต่อล่วงหน้าสักหน่อย เพราะทางวัดจะมีคณะแสวงบุญมากันเยอะมากในช่วงปลายปีถึงต้นปี พระไทยและเจ้าหน้าที่ก็เหนือยหนักในช่วงดังกล่าว แต่หากเลือกพักที่วัดนอกจากจะสะดวก ประหยัด แล้ว ยังไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน เพราะที่วัดมีแม่ครัวไทย ทำอาหารไทยดูแลคนไทยที่นั่นอยู่แล้ว

แต่ครั้งนี้ ข้าพเจ้าและเพื่อนไม่ได้พักที่วัด เพราะเกรงใจทางเจ้าหน้าที่และพระที่วัด ซึ่งต่างต้องทำงานหนักในช่วงฤดูกาลแสวงบุญนี้ พวกเราจึงเลือกพักกันเองที่โรงแรมชื่อ โลตัสนิกโก้ โรงแรมนี้อยู่ใกล้พุทธคยา และใกล้วัด เดินด้วยเท้าก็ถึงทั้งสองแห่ง สะดวกดี

ส่วนเงินก็นำติดตัวไปนิดหน่อย เพราะคิดว่าคงไม่ได้ใช้อะไร นอกจากค่าโรงแรม ซึ่งอาจจ่ายเป็นบัตรเครดิต ส่วนซื้อของเบ็ดเตล็ดก็ใช้เป็นเงินบาทได้ (ควรเป็นแบงค์เล็ก ๆ เช่น 20 หรือแบงค์ 100 พ่อค้าแขกจะทอนให้ง่ายกว่า) หรือจะเอาเงินบาทไปแลกเงินรูปีที่อินเดียเลยก็ได้ สะดวกดี 100 บาทไทย แลกได้ 140 รูปี (6 ปีที่แล้ว) อ้อ ที่ต้องเตรียมสำหรับคนใจอ่อน ขี้สงสารคือ เตรียมเงินสำหรับจะทำบุญทำทานไว้เลยว่า ตั้งใจจะทำเท่าไหร่ หมดแล้วหมดกัน เพราะถ้าไม่ตั้งงบไว้ อย่างเช่นข้าพเจ้านี่เต็มใจให้เขาเอง กลับบ้านอย่างหมดเนื้อหมดตัวเลย

________________________________________________________________________________
04
วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553 ก่อนการเดินทางหนึ่่งวัน ปรกติหากข้าพเจ้ามาทำงานที่ร้าน 6 วัน ก็ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ง่าย ๆ นอกเสียจากวันหยุดคือ วันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้น หากมีนัดต้องออกจากบ้านไปที่อื่น มักเป็นเรื่องไม่ปรกติิที่ผู้หญิงอย่างข้าพเจ้าจะมีเรื่องเยอะ เครื่องแยะ รักสวยรักงาม ต้องเตรียมตัวว่าไปที่ไหน ไปเจอใคร แต่งชุดอย่างไร กระเป๋าใบไหน รองเท้าล่ะเข้ากันไหม กว่าจะโบ๊ะหน้า จิกตา ทาปาก ทำผมเผ้า ส่องแล้วส่องอีก และที่เสียเวลาสุด ๆ คือ พอแต่งตัวเสร็จแล้ว ส่องกระจกวิเศษรอบสุดท้ายซึ่งจะเป็นวินาทีตัดสิน “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด งามเริดรึยัง?” ถามเอง ตอบเอง เพราะถ้าคำตอบที่ได้ “ยังไม่เริด” กระบวนการใส่ ใส่ ถอด ถอด ออก เข้า เข้าออก จะเริ่มต้นวนใหม่และกินเวลานานมาก จนเลยเวลานัดก็บ่อยไป ซึ่งในชีวิตจริงคนอื่น อาจแต่งสวยในวันทำงาน แล้วแต่งสบายในวันหยุด แต่ข้าพเจ้ากลับกันคือ วันทำงานแต่งสบาย ส่วนวันหยุดจัดให้เต็ม

แต่การเตรียมตัวเดินทางไปอินเดียที่เดิมคิดว่าคงเป็นการไปต่างประเทศที่สบายตัวที่สุด เพราะไม่ต้องห่วงสวย ไม่ต้องแต่งหน้า ไม่ต้องคำนึงว่าวันไหน จะใส่ชุดไหน รองเท้า กระเป๋าอะไร เพราะจุดหมายปลายทางคือที่เดียว คิดไว้ในใจ ชุดเดินทางไป-กลับ ใส่แค่่ยีนส์กับเสื้อยืดชุดเดียวกัน ระหว่างอยู่พุทธคยา ก็ใส่ชุดขาว อุปกรณ์อาบนำ้นิดหน่อย ลืมไปซะ แอสเซสซารี่ และของมีค่าต่าง ๆ ไม่ต้องคิดเรื่องแฟชั่นประชันโฉมให้ปวดหัว โอ้ย สบายบรื๋อ สะดือโบ๋ ใช้กระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ เหมือนจะไปเขาใหญ่ก็คงพอมั๊ง

รู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นคนเรื่องเยอะ และสิ่งที่คิดกับการกระทำมักตรงกันข้ามกันเสมอ กระเป๋าเดินทางใบเล็กไม่เคยมีติดบ้าน ที่มีก็เป็นใบขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก เพราะหากเวลาต้องเดินทางก็ขนไปประมาณว่าจะย้ายบ้านกันอยู่แล้ว จึงไม่เคยต้องซื้อกระเป๋าเดินทางใบเล็กไว้ เลยเสียสตางค์ซื้อกระเป๋าใบน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่งใบ จากนั้นก็ไปหาซื้อชุดขาวแบบชุดบวชชี อีก 3 ชุด ประกอบไปด้วย เสื้อแขนสามส่วน ผ้าถุง สไป เสื้อซับใน กางเกงซับใน (คือเพื่อนไปบวชพระ แต่ข้าพเจ้าเตรียมตัวเหมือนไปบวชชี เอาเข้าไปสิ)

ด้วยเพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไปป้วนเปี้ยนปฏิบัติอยู่แต่พุทธคยาที่เดียวตลอดทั้ง 5 วัน ดังนั้นกระเป๋าเสื้อผ้าจึงมีแต่ชุดขาว (เลือกเอาขาวไว้ก่อน เพราะบังเอิญสีขาวเป็นสีที่ชอบ แถมยังสะอาดเรียบร้อย จะได้ไม่เป็นเป้าสายตา รบกวนสมาธิผู้อื่น) อันที่จริงเขาก็ไม่ได้บังคับ จะใส่สีอะไรไปก็ได้ แต่ด้วยความรู้สึกเคารพสถานที่และผู้มีจิตศรัทธาทุกคน ซึ่งแน่นอนว่า สถานที่แห่งนี้ ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยพระ นักบวช แม่ชี และผู้ใฝ่กุศลทั้งหลาย ส่วนน้อยก็เป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะเมื่อไปถึง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นชนเผ่าประหลาดแต่อย่างใด มองไปทั้งบริเวณพุทธคยา เราจะเห็นสีสันอื่นเพียงโทน เหลืองไพร นำ้ตาลปลัก เทา ครีม และขาว เท่านั้น สีแดงแปร๊ดล่อวัวกระทิง ช็อคกิ้งพิ้ง ส้มแอ๋น นี่แทบไม่มีปรากฎ (แต่ใครอยากเด่นก็ใส่ได้น่ะค่ะ ไม่มีใครว่า )

และเพราะนี่คือประสบการณ์ไปอินเดียครั้งแรก ความกังวลในความกันดารเร่ิมคุกคาม ทำให้ต้องเตรียมของใช้อย่างบ้าคลั่ง คืนวันอาทิตย์่ก่อนเดินทางในเช้าวันจันทร์จึงได้เวลาจัดกระเป๋า สิ่งของต่าง ๆ เตรียมกองไว้ที่เตียงหมดแล้ว เหลือเพียงแต่จับทุกอย่างนั้นใส่ลงกระเป๋าเท่านั้น ขณะที่กำลังลำเลียงสิ่งของต่าง ๆ เพื่อจัดลงกระเป๋าใบเล็กที่ซื้อมาใหม่ พี่สาวก็ทักท้วงว่า กระเป๋าเล็กนิดเดียวใส่ไม่พอหรอก ข้าพเจ้าไม่เชื่อ ง่วนอยู่หนึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว ยังไม่สามารถปิดกระเป๋าได้ เพราะของอื่น ๆ ยังกองแอ้งแม้งอยู่ข้างนอกกระเป๋า คัดแล้วคัดอีกก็ยังสำคัญอยู่ดี ตัดออกไม่ได้เลย เสียเวลาบรรจงจัดทุกอย่างให้เข้าซอกเข้ามุมมากที่สุดก็เอาไปได้้ไม่หมด

เอาใหม่ ข้าพเจ้าค่อย ๆ ตัดใจคัดของไม่จำเป็นออกบ้าง แล้วเริ่มจัดใหม่อีกรอบ เฮ้ย !!! ยังไม่ลงตัว ปิดกระเป๋าไม่ได้อยู่ดี ชักเริ่มหงุดหงิดล่ะ (ใจเริ่มอยากเอาชนะกระเป๋าใบเล็ก นี่มันอะไรกันว๊า) หลงคิดไปเองว่า ของมันก็น้อยไม่ค่อยมีอะไรเลยนี่หน่า ทำไมใส่ลงกระเป๋าไม่พอ ทำอย่างไรดีละทีนี้ ใกล้เที่ยงคืนแล้ว หากไม่รีบเข้านอนตาโบ๋กันพอดี พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้าด้วย จึงตัดใจยอมแพ้และเปลี่ยนไปใช้กระเป๋าใหญ่ของเก่าที่มีอยู่แล้วแทน ง่ายที่สุด

05

ข้าพเจ้าเริ่มจัดของลงกระเป๋าใบใหญ่ด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเล็กน้อย เพราะหลายอย่างไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ เสื้อผ้า ข้าวของส่วนตัว ถูกบรรจุลงในกระเป๋าได้อย่างรวดเร็ว เหลือบมองสิ่งของที่เตรียมไว้ก็ยังมองไม่เห็นว่าเยอะอยู่ดี ทำไมหนอ เสียเวลาคัดออก คัดเข้าอยู่เป็นชั่วโมง

และนี่คือ…..ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

ชุดเดินทางไปกลับ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ (ใส่ไปกับตัว) กระเป๋าสะพาย ใส่เงิน พาสปอร์ตและตั๋ว รองเท้าผ้าใบ โอเค ไม่ต้องใส่กระเป๋าเพราะจะใส่ตอนเช้า

ส่วนที่เหลือและมันเป็นปัญหาคือไอ้พวกเนี้ยะ ที่ประกอบไปด้วย เสื้อยืีด 4 ตัว (เผื่อไว้) ชุดปฏิบัติเป็น เสื้อ 3 ตัว ผ้าถุง 3 ชิ้น สไบ 2 ชิ้น เสื้อซับใน 3 ตัว กระโปรงซับใน 2 ตัว ผ้าขนหนูเช็ดตัว1 ผืน ผ้าขนหนูเล็กไว้เช็ดผมอีก 1 ผืน (เผื่อของโรงแรมไม่สะอาด) เสื้อยืดใส่นอนสีขาว 2 ตัว กางเกงนอนขายาว 2 ตัว รองเท้าแตะ 1 คู่ อาสนะ 1 อัน(เผื่อเจ็บก้น) เสื่อพับเล็ก 1 ผืน (ไว้รองอาสนะอีกที เผื่อพื้นเปื้อน) บะหมีกึ่งสำเร็จรูป 4 กระป๋อง นำ้พริกแห้ง ขนมขบเคี้ยว คุกกี้ต่าง ๆ อีกเพียบ (เผื่อเบื่ออาหารแขก) กระบอกเก็บนำ้ร้อน 1 อัน ชากาแฟ (เผื่อไม่ถูกปาก) ยาทากันยุง กระดาษชำระ (เอาไปเยอะให้พอ 5วัน) ยาสามัญประจำตัว 1 กระเป๋า (ข้างในมี พาราเซตามอล ยาแก้ไข้ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ท้องเสีย ผงเกลือแร่ พลาสเตอร์ยา แอลกอฮอล์ ผ้าปิดปาก นำ้ยาล้างมือแบบแห้ง ยาดม ยาอม ยาหม่อง ) หนังสือสวดมนต์ 1 เล่ม เสื้อกันหนาว 2 ถุงเท้า 3 แว่นกันแดด 1 หมวกกันแดด 1 ผ้าคลุมไหล 1 ย่ามขาว 1 ใบ สมุดโน๊ต ปากกา 1 กล่องใหญ่มี100ด้าม (เผื่อเอาไปถวายวัด) กล้องถ่ายรูป 1 โทรศัพท์มือถือและสายชาร์ต 1 นาฬิกาปลุก 1 ปลัํ๊กแปลงไฟสำหรับเดินทาง (เผื่อไว้) ยาสระผม ครีมนวด ครีมอาบนำ้ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน เดย์ครีม ไนท์ครีม อายครีม ลิปมัน แป้งเด็ก แปรงหวีผม ไดร์เป่าผม โฟมล้างหน้า ครีมเช็ดเครื่องสำอาง โทนิค สำลี คัดตั้นบัด ครีมทาตัว ผ้าอนามัย แคร์ฟรี และยกทรงกางเกงใน 5 ชุด (เผื่อไว้อีก 3 ชุด เป็น 8) กระเป๋าเครื่องสำอางค์ 1 ชุด ข้างในมี แป้งผุ่น แป้งรองพ้ืน ดินสอเขียนคิ้ว อายไลเนอร์ มาสคาร่า ปัดแก้ม ลิปสติค ลิปมัน และนำ้หอม (เผื่อไว้แต่งตอนขากลับ)
……..กรี๊ด!!!!

สิ่งที่ผุดในหัวสมอง คือ ข้าพเจ้าอยากเข้าใจและศึกษาสอง อย่างน้ีเป็นที่สุด หนึ่งคืออยากเกิดเป็นผู้ชาย และสองอยากลองเป็นพระธุดงค์

ไอ้ที่วงเล็บว่า “เผื่อไว้” นั้น ข้าพเจ้าขนไปหมดเลย ซ่ึงในความเป็นจริงข้าพเจ้าแทบไม่จำเป็นต้องใช้ หากไม่กลัว หรือวิตกจริตไปล่วงหน้า ลองคิดทบทวนดูว่า เรานี่ยังไม่เคยเปิดโอกาสได้เรียนรู้การเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง ที่ผ่านมาก็ถูกเตรียมการอย่างล้นเกินมาตลอด มันจะไม่หนักและไม่เป็นภาระเลย หากเราเตรียมใจที่จะไปเรียนรู้ และผจญกับประสบการณ์จริงบ้าง ลองใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อาจแตกต่างจากความสะดวกสบายอันเคยชินอย่างเดิมเดิม ซึ่งนั่นน่าจะเป็นการเปิดประตูใจให้เข้าถึงสภาวะต่าง ๆ ของชีวิตจริงอย่างตรงไปตรงมามากกว่า
(อ่านต่อตอน 2)

คาเฟ่บางรัก
วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553

คาเฟ่บางรัก

You can leave a response, or trackback from your own site.