พุทธคยา ตอน 2 – ก้าว


03

ข้าพเจ้าและต้า (น้องที่มาด้วยกัน)

ออกเดินทางโดยสายการบินไทย TG 8820 เที่ยวบิน
BKK-GaYa เวลา12.10 -14.00น. นั่งเหม่อมองก้อนเมฆ ยังไม่ทันไรก็ถึงสนามบินกายาซะแล้ว เร็วจัง เวลาที่อินเดียจะช้ากว่าไทย 1.5 ชั่วโมง เหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือเป็นเวลาบ่ายสองโมงไทย ข้าพเจ้าจึงปรับเข็มนาฬิกาให้เป็นบ่ายสามครึ่งอินเดีย

ระหว่างที่รอเข้าคิวด่านตรวจคนเข้าเมือง เห็นแถวยังยาวอยู่ ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสแวะเข้าห้องนำ้ที่สนามบินกายาด้วยความจำเป็น ห้องแรก..ห้องสอง.. ห้องสาม.. อื่มม ถึงอินเดียจริงๆ ด้วย(ฮ่าฮ่า) สภาพที่เห็นนั้นเรียกว่ากระจัด กระจาย กระจุย กระเซ็น โอวว นี่มันเกิดเหตุฆาตกรรมกันมาก่อนหรือเปล่า (ฮ่าฮ่า) เห็นก็เห็นไป กลิ่นก็รัญจวนไป แต่ใจกลับรู้สึกเฉย ๆ เพราะเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว ในเมื่อไม่ได้คาดหวัง ก็เลยไม่มีเรื่องต้องผิดหวังเลย นั่นสิน่ะ ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำก็คือ
กลั้นหายใจ แล้วรีบส่องหาห้องที่เลอะน้อยที่สุดอย่างรวดเร็ว

อาจเป็นความเคยชินจากการเรียนรู้ของข้าพเจ้าเอง หากจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะ ไม่ว่าจะสะอาดหรือไม่ก็ตาม ข้าพเจ้าชอบกลั้นลมหายใจ ทำธุระส่วนตัวให้เร็วที่สุด แล้วก็รีบออกจากห้องนำ้ทันที โดยไม่มีการอ้อยอิ่ง ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม

ข้าพเจ้ากลับมาต่อแถวที่ช่องตรวจหนังสือเดินทาง จนคิวเลือนมาถึง ชะอุย!!! เจ้าหน้าท่ีชายหนวดเข้ม ตากลมโต จ้องหน้าข้าพเจ้าเขม็งเชียว เขาจ้องแล้วจ้องอีก จ้องเพ่ื่อเทียบรูปในพาสปอร์ตกับตัวจริง ข้าพเจ้าคิดในใจ นี่เขาจ้องละเอียดไปไหม คือแบบจะต้องเทียบสิว ไฝ ฝ้า จุดด่าง ปานดำบนใบหน้าเราขนาดนี้เลยเหรอ (ฮ่าฮ่า) วันนี้มีสิวหนึ่งเม็ดด้วย กำลังสุกเชียว เจอจ้องแบบนี้รู้สึกไม่มั่นใจเลย ผ่านไปหลายนาทีแล้ว เขายังคงจ้องด้วยสีหน้าและแววตาท่ีเคร่งขรึม

ไร้รอยยิ้มใด ๆ จนทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัวเล็กน้อย สักพักเขาก็ส่ายหน้า (ส่ายแต่หน้า ส่วนคอไม่เคลื่อนไหว ) ข้าพเจ้าก็ยังยืนทืื่อ มึนงงอยู่ที่เดิม แต่ก็พยายามส่งยิ้มหวานให้เขา เจ้าหน้าที่ยังคงมองตาถลึง ไม่ปริปาก แล้วก็
ส่ายหน้าให้อีกรอบ เอ๊ะ ชักยังงัย สักพักผู้โดยสารคนไทย ที่ต่อแถวข้างหลังก็บอกว่า ส่ายหน้า แปลว่า “โอเค เข้าไปได้” อื่มเข้าใจล่ะ แหม่ (ฮ่า ฮ่า)

ออกจากสนามบินนั่งรถแท็กซี่เพียง15 นาที ก็ถึงโรงแรมโลตัส นิกโก้ ที่จองไว้ ห้องราคาคืนละ 100 เหรียญ
(ยูเอสดอลล่า) พร้อมอาหารเช้า ที่นี่เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งจริง ๆ เพราะมีชั้นเดียว ห้องหับเรียงรายยาวต่อกันเป็นแถวเหมือนบ้านพักคนงาน ทางเดินเข้าแต่ละห้องอีกฝั่งเป็นผนังปูนครึ่งกระจก มองไปเห็นสนามหญ้าเตียนโล่งอยู่ตรงกลาง คล้ายสนามเปตองบ้านเรา มีต้นไม้อื่นที่โตเพียงศอกอยู่ในกระถางดินเผา ถูกตั้งวางแบบไม่ตั้งใจสวยไว้รอบ ๆ สนามหญ้านั้น ชุดเก้าอี้พลาสติกสีขาว ถูกวางไว้กลางสนาม 1 ชุด ประกอบด้วยโต๊ะและเก้าอี้สองตัวเท่านั้น จากการเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบ จึงสรุปได้่ว่า จุดนี้น่าจะเป็นไฮไล้ท์เดียวของโรงแรม ที่เอาไว้ให้แขกออกมานั่งแหงนคอชมท้องฟ้าอินเดีย หรือไม่ก็มีไว้ให้แขกมายืนส่อง ว่ามันคืออะไรกันว๊า!!!

ภายในห้องพักก็ไม่ได้ตกแต่งหรูหราอะไรเลย มีเตียงเดี่ยวสองเตียง ทีวี ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า พัดลมเพดาน (มีแอร์ด้วย) และชุดโต๊ะเก้าอี้นั่ง เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดทำด้วยไม้ มีสภาพค่อนข้างเก่าตามกาลเวลา ส่วนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม
ผ้าขนหนูนั้น มีสีขาวหม่นหมอง เนื้อผ้าหยาบกระด้าง ซึ่งก็คงผ่านการถูไถร่างกายอื่นมานับไม่ถ้วนตามกาลเวลาเช่นกัน (ฮ่าฮ่า) แต่หากลองดมดูแล้ว กลิ่นยังคงสะอาดดี ส่วนห้องนำ้ก็มีนำ้อุ่นให้อาบ กระดาษชำระในห้องน้ำสีขาวขุ่น มีติดม้วนไว้ให้ไม่เกิน 10 แผ่น เหลียวหาสิ่งของที่มีสีขาวจั๊วยาก แต่โดยรวมแล้ว แม้ไม่ทันสมัยใหม่เอี่ยมอ่อง แต่ก็สะอาดพออยู่ได้

นั่งพักกันสักครู่ ข้าพเจ้าจึงชวนต้าเดินไปที่วัดไทยพุทธคยา แต่่พอเดินไปถึงหน้าประตูทางเข้าปิด เดาว่าอาจจะเลยเวลาเข้าแล้วกระมัง เราจึงเดินชวนกันเดินไปสักการะ
เจดีย์พุทธคยาต่อไป

market

flowers

ระยะทางจากวัดไทยไปพุทธคยาไม่ไกลนัก เดินเพียง 5 นาทีก็ถึง แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเป็น 5 นาทีของการเดินทางที่นานเหลือเกิน เพราะต้องใช้ความระมัดระวังและประสาทสัมผัสเกือบทุกส่วน กายสัมผัสแสงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผาร้อนผ่าวทั่วหัวจรดเท้า ตาก็ต้องคอยมองพื้นเพื่อหลบกองอุจจาระม้า วัว ต่าง ๆ มือก็คอยไล่ฝูงแมลงวันที่ตอมเศษขยะและกองมูลสัตว์ตามสองข้างทาง หูก็ต้องคอยฟังเสียงบีบแตรรถ ซึ่งดังแสบแก้วหูแทบตลอดเวลา ส่วนจมูกที่ถึงแม้จะมีผ้าปิดจมูกไว้ แต่กลิ่นขยะ และมูลสัตว์ต่าง ๆ ก็ยังเล็ดลอดผ่านผ้าเข้ามาได้

ถนนแคบแคบสายนี้ใช้สำหรับรถทุกชนิด มีทั้งรถบรรทุก รถบัสโรงเรียน รถเทียมม้า รถสามล้อถีบ รถจักรยาน มอเตอร์ไซด์ อีกทั้งฝูงผู้คนเดินที่เดินกันขวักไขว่ ถนนเล็กสองเลนส์นี้จึงเต็มไปด้วยสารพัดรถและผู้คน มิน่าหล่ะ เขาจึงขยันบีบแตรกันเสียจริง บีบแตรเพื่อให้เสียงคนเดินเท้าว่ามีรถมาข้างหลัง และบีบเพื่อไล่ให้ยานพาหนะเล็กกว่าที่อยู่ข้างหน้าหลบไป อาทิ รถบรรทุกไล่รถบัส รถบัสไล่รถเก๋ง เก๋งไล่รถเทียมม้า รถเทียมม้าไล่มอเตอร์ไซด์ มอเตอร์ไซด์ไล่จักรยาน จักรยานไล่รถสามล้อถีบ สามล้อถีบไล่คนเดิน อะไรประมาณนี้ ก็ไม่รู้จะไล่ให้หลบไปไหนได้ ถนนก็มีสวนกันได้แค่สองเลน

ส่วนอากาศที่ร้อนระอุอยู่แล้ว แต่ก็อุตสาห์มีลมแห้ง ๆ ผสมผงฝุ่นดินจากสองไหล่ทางปลิวพัดเป็นระยะ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้เย็นขึ้นสักนิด มิหนำซ้ำ แรงลมจากยวดยานพาหนะที่วิ่งไล่กันเฉียดฉิว ก่อให้เกิดฝุ่นตลบอบอวนสมทบกันเข้าตา เข้าหู เข้าจมูก จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกหายใจได้ไม่เต็มปอดนัก ซึ่งแน่นอนว่า เราจะต้องเดินไปและกลับอย่างนี้วันละหลายรอบ ตลอด5วันที่อยู่ที่นี่ สภาพบรรยากาศของเสียงบีบแตรไล่ อากาศร้อน และมลภาวะตลอดเส้นทางเดินเหล่านี้ มันสามารถยั่วยุให้เราเกิดหงุดหงิดฉุนเฉียวได้อย่างง่ายดายนัก และนี่คงเป็นหนึ่งในแบบฝึกหัดของการใช้ชีวิตที่นี่ต่อไป

เราเดินกันมาเรื่อย ๆ จนถึงเนินด้านหน้าทางเข้า
เจดีย์พุทธคยา สองฝั่งด้านนอกจะเต็มไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็น ร้านตึิกแถว เป็นเพิง ซุ้ม รถเข็น และแผงขายของแบกะดินมากมาย อาทิ กาแฟ ถั่วผัด ดอกไม้ ผลไม้ ถ้วยชามสแตนเลส และอุปกรณ์แนวที่ใช้ในการปฏิบัติประเภท ลูกประคำ อาสนะ หมอน ผ้าปูนั่ง เสื้อผ้า กระเป๋า ย่าม ของที่ระลึกต่าง ๆ บรรยากาศคึกคักคล้ายตลาดนัดบ้านเรา ด้วยทั้งข้าวของที่มีสีสันฉูดฉาด ตัดกับสีเสื้อผ้าส่าหรีของคนท้องถิ่น มันอาจน่าตื่นตาตื่นใจไปหมดสำหรับคนที่เพิ่งมาวันแรกอย่างข้าพเจ้า แต่จะดูชินตามากขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่ปฏิบัติมาหลายวันแล้ว

มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ รถเข็นขายข้าวโพดย่าง (ดูผ่าน ๆ จะคล้ายกับข้าวโพดย่างบ้านเรา แต่หากพิจาณาให้ดี จะเห็นว่า เขาเล่นแกะเปลือกออกจากฝัก แล้วเอาฝักข้าวโพดเปลือยเปลือกฝังกลบในกะละมังที่ระอุด้วยขี้เถ้า โดยไม่ใช้ตะแกรงย่าง (ฮ่าฮ่า) ส่วนตัวพ่อค้านุ่งโสร่งนั่งยองชันเข่า เคี้ยวหมากหยับหยับมันบนรถเข็นข้างกะละมังย่างนั้นแหละ แหม ไม่อยากนึกเลย ว่าจะมีอะไรรวมอยู่ในข้าวโพดย่างนั้นบ้าง นอกจากขี้เถ้า (ฮ่าฮ่า)

ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลเดินมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน คือ ทางเข้าสู่ประตูมหาเจดีย์พุทธคยา มีีทั้งเด็ก วัยรุ่น

teaching

01
วัยกลางคน คนชรา พระ และนักบวชหลายนิกาย ทั้งหญิงและชายจากหลายประเทศ สิ่งที่สะดุดตาก็อาจจะเป็นวัยรุ่นฮิปปี้ต่างชาติ ที่ดั้นด้นกันมาแสวงหาความหมายของชีวิตกันที่นี่ ท่ามกลางความพลุกพล่าน ความแตกต่างอย่างหลากหลาย แต่สิ่งเดียวที่ดึงดูดคนให้มารวมกันได้ที่นี่คือความศรัทธา

เม่ื่อเดินมาถึงตรงประตูทางเข้าใหญ่ด้านหน้า เราจะต้องเสียค่าต๋ัวสำหรับขออนุญาติใช้กล้องถ่ายรูป ประมาณ 10-20 รูปี และจากหน้าประตูนี้เป็นต้นไป เขาจะไม่อนุญาติให้ใส่รองเท้าเดินเข้าไปแล้ว เราจึงต้องถอดรองเท้าฝากไว้ คนต่างชาติ รวมทั้งพวกวัตถุนิยมอย่างพวกเรา จะยอมเสียเงินเพื่อฝากรองเท้า แต่สำหรับคนท้องถิ่นจะไม่ฝาก เขาจะถอดกองรวมกันไว้โดยไม่กลัวสูญหาย เพราะรองเท้าทุกคู่จะดูคล้ายกันไปหมด จุดนี้ดูเหมือนจะฟรีน่ะ แต่ก็ไม่ซะทีเดียว เพราะเจ้าหน้าที่อินเดียที่รับฝากนั้น เขาจะใช้วิธีทวงค่าบริการยิกยิกเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำว่า “ทำบุญ ทำบุญ” น้ำหน้าคนไทย ผู้ใจบุญสุนทานดูง่ายจะตายไป แต่ก็ไม่เห็นเขาทวงฝรั่งบ้างเลย เขาจะขยันทวงประหนึ่งว่า ชาติที่แล้วท่่านไปกู้เงินเขามากระมั๊ง (ฮ่า ฮ่า) พวกเราให้ไป 10-20 รูปีทุกครั้งที่แวะใช้บริการ

จากจุดที่ถอดรองเท้าจนถึงส่วนที่เป็นบันไดทางลงไป
สักการะพระเจดีย์พุทธคยา ระยะประมาณ 50 เมตร และจากบันไดถึงจุดสักการะ อีกสัก 100 เมตร มองเห็นบันไดทางลงไปสู่พื้นที่ตั้งของเจดีย์ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับทางเดินด้านนอก ประมาณ 3 – 5 เมตร ทุกคนต้องเดินเข้าไปด้วยเท้าเปล่าในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ (ยกเว้นเจ้าหน้าที่ เช่น ยาม) ทันที่ที่ข้าพเจ้าถอดรองเท้าฝากไว้ เพื่อจะเดินต่อไปยังสถานที่ด้านใน ฝ่าเท้าของข้าพเจ้าได้สัมผัสโดยตรงลงบนพื้นปูนที่ร้อนจัด ถึงแม้ขณะนั้นจะเป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นอินเดียก็ตาม แต่พื้นปูนยังระอุอ้าว

ก้าวแรกที่ท้าวสัมผัสถูกพื้นดินทำให้ข้าพเจ้าสะดุ้งโหยง ความรู้สึกเหมือนประหนึ่งฝ่าเท้าเหยียบลงบนกระทะหอยทอด จนไม่สามารถกดฝ่าเท้าให้เหยียบพื้นได้เต็มเท้านัก เหลือบมองคนอื่นก็คงรู้สึกร้อนแบบเดียวกันบ้างหล่ะ แต่่ยังคงสำรวมเดินกันไปอย่างสงบ ภาพที่เห็นสะกิดเตือนให้ข้าพเจ้าต้องรีบเก็บอาการนั้นด้วยเช่นกัน (แต่มันร้อนชะมัดเลยหล่ะ) จากนั้นก็รีบเดินตามกันเข้าไปอย่างอดทน ด้วยจังหวะการเดินไม่ทิ้งนำ้หนักที่เท้า กึ่งเดินกึ่งกระโดดตัวเบาแบบเนียนเนียน (ถุงเท้าจึงจำเป็น ณ จุดนี้ เพราะช่วยกันร้อนและกันฝุ่นได้ด้วย)

เมื่อฝ่าเท้าเริ่มชินกับความร้อนแล้ว สายตาได้ตะลึงกับ
มหาเจดีย์พุทธคยาที่ตระหง่านอยู่ข้างหน้า พลังแห่งความสงบ สยบความร้อนที่กำลังซึมซาบทั่วไปทั้งตัว สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบหน้า เสียงใบไม้จากต้นพระศรีมหาโพธิ์กระทบเป็นจังหวะพริ้วไหว แผ่วเบา สะกดกายใจให้หยุดนิ่งลงทันทีทันใด … (อ่านต่อ)

คาเฟ่บางรัก
วันจันทร์ 15 มีนาคม 2553

You can leave a response, or trackback from your own site.