พุทธคยา ตอน 3 – เก็บเกี่ยว


bodh three

ครั้นกวาดสายตามองเข้าไปในพระเจดีย์
จะเห็นพระพุทธเมตตาสุกทองอร่ามสดใสอยู่ข้างใน ประตูทางเข้าเพื่อไปสักการะด้านในไม่ใหญ่มาก กว้างเพียงแค่คนเดินสวนได้ทีละสองสามคนเท่านั้น ส่วนพื้นที่ข้างในก็ไม่ค่อยกว้างสักเท่าไหร่ ผู้ใดเข้ามาสักการะ ต้องรีบกราบแล้วก็ต้องรีบออก ไม่สามารถนั่งอ้อยสร้อยได้นาน เพราะฝูงชนจะทยอยเดินกันเข้ามาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง หลั่งไหลเบียดเสียดกันเข้ามาแน่นขนัดไปหมด ส่วนข้าพเจ้าเมื่อเบียดเข้าได้ถึงด้านในแล้ว แม้จะหาที่จะนั่งลงกราบ ยังไม่สามารถทำได้ ต้องใช้วิธียืนกราบแล้วรีบเดินออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อสลับให้คนอื่นได้เข้ามาข้างในกันบ้าง

จากนั้นเราก็เดินออกมาเพื่อชมรอบๆ สถานที่ โดยเดินวนซ้ายมาสู่ด้านหลังเจดีย์ ถึงแม้อากาศจะยังร้อนอยู่ แต่ข้าพเจ้าได้สัมผัสถึงความสงบร่มเย็นอย่างน่าประหลาดใจ อาจเพราะต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่อยู่ด้านหลังนี้เอง ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมพื้นที่โดยรอบให้ร่มรื่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกกั้นไว้ด้วยรั้วแน่นหนา ไม่เปิดให้ใครเข้าไปได้เลยนอกจากเจ้าหน้าที่ ส่วนพื้นที่รอบ ๆ มีพุทธศาสนิกชนหลากเชื้อชาตินั่งอยู่รายล้อมเต็มไปหมด ต่างคนก็ต่างมีพิธีกรรมของตน หลายรูปแบบ บ้างก็นั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิ บ้างก็นั่งโปรยเม็ดกรวด นั่งนับลูกประคำ บ้างก็นอนกราบ นั่งกราบ นั่งหลับสัปปะหงก บ้างก็นั่งเฉย ๆ บ้างก็เดินวนเวียนเทียนไปเรื่อย ๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนดั่งการเคลื่อนไหวเพื่อการหยุดนิ่งบางอย่างให้สงบลงราวต้องมนต์

หลังจากนั่งสังเกตผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นสักครู่ ข้าพเจ้าและต้าต่างส่องหามุมร่มโพธิ์ เพื่อชวนกันทำสมาธิสักครู่ ณ สถานที่แห่งนี้ เพียงแค่ปิดม่านตาลง ความสงบจะแผ่ซ่านเข้ามาเอง โดยที่ข้าพเจ้าไม่ต้องพยายามคิดนึก หรือจงใจอยากจะสงบแต่อย่างใด จิตใจสงบผ่อนคลายได้ท่ามกลางเสียงอืมครึมงึมงัมของพิธีกรรมต่าง ๆ เสียงพระสวดมนต์ เสียงผู้คนพูดคุยกันจ๊อกแจ๊ก หลากภาษาหลายเชื้อชาติ เสียงฝีเท้าคนเดิน เสียงลมพัดกระทบกิ่งก้านของต้นโพธิ์ เสียงคนยื้อแย่งเก็บใบโพธิ์ที่เพิ่งร่วงหล่น เสียงนกร้อง เสียงเคาะอะไรไม่รู้เป็นจังหวะ เสียงคนคุยโทรศัพท์มือถือ เสียงไกด์อธิบายลูกทัวร์ (หลายภาษาอีกเช่นกัน)หนำซ้ำทัวร์บางกลุ่มใช้เครื่องขยายเสียงอีกต่างหาก ท่ามกลาง
ความวุ่นวายจอแจของสิ่งแวดล้อมรอบตัวนี้ ช่างน่าประหลาดใจนัก ที่เสียงทั้งหลายไม่สามารถเข้ามารบกวนจิตใจข้าพเจ้าเลย

อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อยแล้ว พวกเรายังคงนั่นเล่นดื่มด่ำบรรยากาศบริเวณนั้นอยู่อีกสักพัก ต้นพระศรีมหาโพธิ์ใหญ่โตสง่างาม แผ่กิ่งก้านกว้างไกล คล้ายอ้อมกอดจากวงแขนใหญ่ ที่พยายามจะโอบทุกๆ คน ณ บริเวณนี้ ไว้ด้วยความรักความเมตตา ใบโพธิ์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เกือบทุกคนรวมทัั้งข้าพเจ้าจะแหงนคอ เล็งไปที่กิ่งก้านสาขา

infront budhgaya

เพียงเพื่อรอคอยให้ใบโพธิ์ร่วงหล่นลงมาสักใบ หากเมื่อใบร่วง ถึงแม้จะยังไม่ทันปลิวแตะถึงพื้นดี ต่างคนซึ่งก็คอยเหลือบชำเลืองเป้าหมายเดียวกันอยู่นั้น จะรีบชิงพุ่งไปเก็บสิ่งนี้อย่างทนุถนอม ส่วนใครที่เก็บได้ไปก่อนบ้างแล้ว ก็ยังคงวนเวียน รอคอยการร่วงหล่นครั้งต่อไป ด้วยแววตาแห่งความสุข มีบ้างบางคนที่รอเก็บเพื่อหยิบยื่นแบ่งปันให้คนข้างเคียงอย่างฉันมิตร

ก่อนเดินกลับที่พัก เราพากันเดินชมตลาดนัดหน้าพุทธคยาเรื่อยๆ วณิพกทั้งหญิงชาย คนแก่ชรา คนพิการ
คนตาบอด และเด็กตัวน้อยบ้างรวมตัวกันเป็นกลุ่ม บ้างนั่งกระจัดกระจายเป็นจุด ๆ อยู่ทั่วทั้งบริเวณทางเข้าด้านหน้า ซึ่งแน่นอนว่าสภาพของทุกคนดูมอมแมม เนื้อหนังแห้งเหี่ยวติดโครงกระดูก สภาพผอมกะหร่องก่อง เสื้อผ้าที่ใส่ก็ขาดวิ่นกะรุ่งกะริ่ง ส่วนเผ้าผมนั้นก็กระเซอะเกรอะกรังไปด้วยขี้ฝุ่น ขี้ดิน เห็นแล้วก็ชวนสลดสังเวชใจ วณิพกเหล่านี้ มีชีวิตอยู่กับการรอคอยเศษเงินร่วงหล่นจากนักแสวงบุญ ด้วยแววตาแห่งความทุกข์ ซึ่งแตกต่างจากผู้คนที่รอคอยใบโพธิ์หล่นอยู่ด้านในมหาเจดีย์อย่างสิ้นเชิง

02

walk

สีหน้าและแววตาของพวกเขาดูเศร้าสร้อย และหดหู่ กระแทกความรู้สึกเกินกว่าที่พวกเราจะแข็งใจเดินผ่านไปได้เฉย ๆ แน่นอนว่า เมื่อเราให้ใครไปเพียงหนึ่งคน อีกนับสิบคนที่อยู่รอบๆ นั้น ก็จะกรูกันเข้ามาจู่โจมระยะประชิด รุมทึ้ง วิงวอนร้องขอกันระงม จนข้าพเจ้าตกใจ ต้ารีบเตือนสติข้าพเจ้าหยุดให้ทาน แล้วรีบพากันออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด

การทำทาน คือ การสละ การให้ การช่วยเหลือเงินทอง หรือข้าวของแก่ผู้ที่ขัดสน เพื่อให้เขาได้ประโยชน์ บางคนทำทานด้วยเจตนาบริสุทธิ์จริงใจ หรือบางคนอาจทำทานเอาหน้า ฝืนใจทำ ทำด้วยความเกรงใจ หรือ ทำด้วยความโลภหวังผลอยากได้โน่นนี่ตอบแทนอะไรก็ตาม

แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น ใช้การทำทานเป็นการฝึกอุปนิสัยตัวเอง ฝึกเพื่อขจัดความโลภ ความตระหนี่เหนียวของตัวเอง เราเกิดมาพร้อมกับนิสัยเอาแต่ได้มาตั้งแต่เป็นทารก หิวอยากกินนมก็ร้อง โตหน่อยอยากได้ของเล่นก็ร้อง อยากกินขนมก็ร้อง และยิ่งหนักเมื่อโตขึ้นเรื่อย ๆ บ่มเพาะนิสัยเป็นนักเรียกร้องเอาแต่ได้ใจ อยากได้โน่นนี่จากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งความรัก การจะลดอุปนิสัยเอาแต่ได้ที่ติดตัวมาอย่างยาวนานนั้นก็ต้องฝึก และต้องใช้เวลา

การฝึกให้ทานจึงเป็นวิธีที่ดีสำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ที่ถึงเวลาลดความอยากได้มาเป็นฝ่ายให้บ้าง คงไม่ต้องรอให้รวยล้นฟ้ามหาศาล แต่ทำได้เลย ข้าพเจ้าพบว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์เหลือเกิน เมื่อยิ่งให้เราก็ยิ่งได้ ความสุขในหัวใจมันยาวนาน นึกถึงทีไรก็มีแต่ความอิ่มอกอิ่มใจ ส่วนคนรับที่ได้จากเราได้ไปนั้น ถ้าหากเป็นประโยชน์แก่เขา ก็คิดว่าเป็นผลพลอยได้แล้วกัน ข้าพเจ้าจึงหมั่นฝึกการให้ทานทุกวัน ทุกบ่อย ทั้งเงิน สิ่งของ หรือ การช่วยเหลือเล็กน้อย แล้วแต่เหตุปัจจัย แล้วแต่กำลังของเราเอง นานไปก็ปลูกฝังเป็นความเคยชิน เกิดกุศลจิตคิดอยากช่วยเหลือใครต่อใครขึ้นมาเองอย่างง่ายดาย แบบชนิดที่ว่า ช่วยไปได้เฉย ๆ โดยไม่ได้คิดหวังอะไร และไม่เคยนึกเสียดายสิ่งของนอกกายเลยสักนิดเดียว

ส่วนทานที่ต้องหมั่นทำควบคู่กันไปด้วย ทำแล้วยิ่งได้กุศลสูงสุดคือ “อภัยทาน” การให้อภัย ก็คือการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตพยาบาท

budhgaya

04

จองเวรจองกรรมกับใคร แม้คนนั้นจะเป็นคนที่ทำให้เราเดือนร้อนใจ ฝึกการละอารมณ์ขุ่นมัว คิดเสียว่า “ช่างเขาเถอะ” ให้บ่อย ๆ หมั่นฝึกให้ติดเป็นอุปนิสัย คนอื่นคิดติดใจอะไรก็ช่างเขาปะไร ใจเราเบาสบายก็พอแล้ว

ส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่า ความรักก็คือการให้ทานรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมันเป็นนามธรรมมาก ๆ หากเรารักใคร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในครอบครัว เพื่อน บริวาร หรือคนรัก นอกจากเราจะให้ได้ทั้งสิ่งของ เงินทอง การช่วยเหลือ การดูแลเอาใจใส่ ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องมีความรักใคร่ใยดีเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นการให้ความรัก ความสนใจคนข้างตัวก็ยิ่งควรยิ่งต้องนึกถึง และควรทำก่อนอื่นใด บางคนสนใจแต่ทำบุญทำทานกับคนนอกบ้าน จนหลงลืมเหลียวแลคนในบ้านไปเลยก็มี

แต่ความรัก เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คาดหวังเสมอว่า หากให้ความรักไปก็อยากได้รักความรักนั้นตอบ เมื่อเริ่มคาดหวังแบบนี้ ความทุกข์ ความยากลำบากในการดำรงชีวิตให้สงบสุขจึงเริ่มตามมา เมื่อความรักไม่เป็นเหมือนดั่งที่ใจคาดหวัง หลักการและวิธีคิดก็อันเดียวกันคือ การให้ทานด้วยความรักหากทำไปด้วยเจตนาบริสุทธ์ ไม่หวังผลตอบแทนอะไร ใช้ทานเพื่อเป็นเครื่องมือขัดเกลาตัวเอง ให้เพื่อลดความหวงแหน ให้เพื่อขจัดความโลภ ให้เพื่อลดความตระหนี่ขี้เหนียว ให้เพื่อลดความอยากครอบครอง อยากยึดไว้เป็นของตัวของตน ถ้าคิดได้อย่างนั้นใจก็จะไม่ทุกข์ร้อนอะไรมากนัก แต่ถึงแม้จะทุกข์บ้าง ก็ไม่เพียงนาน จิตใจจะปล่อยวางได้โดยง่าย

แน่นอนว่า การจะวางใจให้คิดได้แบบนั้น ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนและใช้เวลาเช่นกัน ดังนั้นเริ่มฝึกจากการให้ทานธรรมดา ด้วยสิ่งของนอกกายที่เป็นรูปธรรมบ่อย ๆ ฝึกการสละ การให้ ฝึกจิตฝึกใจใหคุ้นชิน เกิดเมตตากรุณา มีความอ่อนโยน กว้างขวาง อันเป็นไปในทางกุศลจิตไว้ดีกว่า ความรักมันควรเป็นอิสระจากเคร่ื่องร้อยรัด และเงื่อนไขใด ใดก็ตามที่ใจเราชอบสร้างขึ้นมาเอง มิใช่หรือ

เหมือนปลูกต้นมะม่วง หมั่นรดนำ้ ใส่ปุ๋ย พรวนดินตามเรื่องตามราวไปเรื่อย ๆ แม้ไม่ได้หวังให้ผลิดอกออกผล แต่ท้ายที่สุดต้นมะม่วงก็เจริญงอกงาม ออกดอกออกผล ร่วงหล่นลงมาให้เราเก็บกินเอง หรือสุดท้ายหากโดนคนอื่นสอยไปกินเสียก่อน(ฮ่า) ก็ช่างปะไร คิดให้เป็นมันก็สบายใจไปตั้งแต่การได้ทำหน้าที่ “ให้”ตั้งแต่แรกแล้ว

อย่ามัวไปคิดหวงก้าง ห่วงพะวง สงสัย คลางแคลงใจ หรือเจ็บแค้นใจคนสอย ให้เป็นทุกข์รุ่มร้อน เศร้าหงอยไปทำไม ถ้าคนสอยได้ทาน ได้ประโยชน์ ก็ยินดีไปด้วยเลย หมั่นทำหน้าที่เราไป รดนำ้ไป ใส่ปุ๋ยพรวนดินไป เดี๋ยวต้นมะม่วงมันก็ออกดอก ออกผลของความรักมาให้เราได้ชื่นใจใหม่เรื่อย ๆ นั่นแหละ …. (ยิ้ม)
(อ่านต่อ)

คาเฟ่บางรัก
วันจันทร์ 15 มีนาคม 2553

You can leave a response, or trackback from your own site.