พุทธคยา ตอน 4 ความปรกติ



ตามรู้ พุทธคยา
พระเอ้(เพื่อน)และพระอาจารย์แสน
(พระพี่เลี้ยง) เพิ่งกลับจากจาริกสังเวชนียสถาน ได้มารอพวกเราอยู่ก่อนแล้วที่โรงแรม

ข้าพเจ้าเห็นเพื่อนในอีกสถานะหนึ่งก็รู้สึกปลาบปลื้มใจไปด้วย พระเอ้เล่าให้ฟังว่า ระหว่างนั่งสมาธิที่ิลุมพินี ไม่รู้ฝูงผึ้งยกขโยงมาจากไหน บินมาต้อนรับพระเอ้และพระอาจารย์ด้วยการรุมต่อยที่ศีรษะ จนปวดแสบปวดร้อน หัวปูดหัวโนกันไปหมด โชคดีที่ในคณะทัวร์มีหมอคนไทยอยู่ด้วย จึงช่วยฉีดยาเพื่อทุเลาความเจ็บปวดได้บ้าง พระเอ้นอกจากหัวปูดกลับมาแล้ว ก็เริ่มมีอาการเจ็บคอเพิ่มมาด้วย พูดคุยกันจึงไม่ค่อยถนัดนัก เจ้าหน้าที่โรงแรมแนะนำคลีนิคเพื่อไปฉีดยาแก้อักเสบ ซึ่งอยู่หน้าพุทธคยาพอดี เราจึงเดินไปทำวัตรเย็น แล้วแวะคลีนิคขากลับ

พุทธคยายามเย็น ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่มาสักการะอยู่มาก อากาศเริ่มเย็นแล้ว และฝูงยุงก็เริ่มออกมาดินเนอร์เช่นกัน ยุงอินเดียตัวบะเริ่มกัดเจ็บชะมัด สเปย์ตะไคร้กันยุงที่พวกเรากระหน่ำฉีดกันจนเปียกปอนทั้งตัวยังเอาไม่อยู่ ดังนั้น ทั้งพระทั้งเพื่อนก็เลยกลายร่างเป็นหนุมาน สวดมนต์กันไป
เกาแข้งเกาขายิกยิกไปด้วย

คลีนิคที่พาพระเอ้มาฉีดยาเป็นห้องแถวเล็กขนาด 3×4 เมตร ด้านหน้าเปิดโล่ง ส่วนภายในกั้นฝาผนังสามด้าน

ด้วยไม้อัดบางๆ มีโต๊ะแบบเสมียนและชายคนหนึ่งนั่งรออยู่แล้ว (เดาว่าน่าจะเป็นหมอ) ด้านหลังหมอมีผ้าม่านกั้นไว้อีกที (เดาว่าน่าจะเป็นเตียง)

ตามรู้ พุทธคยา

หมอสอบถามอาการเล็กน้อย แล้วเขียนชื่อยาใส่เศษกระดาษยื่นให้ พร้อมชี้นิ้วบอกทางไปซื้อยาด้านนอก ตรงซอกบันไดข้างห้องแถวนั้น แล้วนำยากลับมาให้เขาฉีด พวกเราเดินออกไปแบบมึนงง ซอกที่เราต้องไปซื้อยาลับตาคน บรรยากาศ
น่ากลัว ทางเดินมืดสลัว ลึกเข้าไปในซอกเปลี่ยวนั้น มีทางเป็นบันไดขึ้นลง (ไม่รู้่ว่าไปไหน) ผนังสองข้างเต็มไปด้วยคราบสีนำ้ตาลแดงเกรอะกรัง ชวนสยองขวัญมาก

ตามรู้ พุทธคยา

6.30 น วันที่ 2 ตื่นเพื่อเตรียมถวายอาหารพระในเวลา 7 โมงเช้า

อาหารเช้าบุปเฟ่ของโรงแรมเป็นอาหารมังสวิรัต ระหว่างที่ต้องอยู่ที่นี่่หลายวัน พวกเราเลยงดเนื้อสัตว์ไปด้วยบางมื้อตามสภาพ อาหารโรงแรมมีไม่กี่อย่าง เท่าที่เห็นมีข้าวต้ม คอนเฟล็ก ถั่วคลุกเกลือ โยเกิร์ต แป้งทอด (อมนำ้มัน) ขนมปังปิ้ง (แห้ง ๆ) ผัดผักรวม (เหี่ยวๆ) ข้าพเจ้านึกสงสัยแต่ไม่กล้าถามใคร ทำไมหน้าตาอาหารดูอาภัพเหลือเกิน เห็นแล้วชวนสงสารมากกว่าหิว ที่น่าสนใจคือเมนูไข่ เป็นไข่อะไรก็ไม่รู้ สภาพไม่เป็นฟอง แบนแต๊ดแต๋ จะเป็นไข่ดาวก็ไม่ใช่ ไข่เจียวก็ไม่เหมือน มีแต่ไข่ขาวบ้าง ไข่แดงบ้าง
3-4 ชิ้น กองอยู่ในถาดหนึ่งหย่อม

ไข่ น่าจะเป็นอาหารชนิดเดียวที่ข้าพเจ้าทานได้ แต่ไข่หมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอพนักงานช่วยทอดเพิ่มให้ ด้วยนิสัยคนเป็นแม่ครัว ข้าพเจ้าพยายามจินตนาการถึงกรรมวิธีการทอดไข่ของพ่อครัวอินเดีย ไข่พิศวงรูปทรงอิสระ สุกแบบด้าน มีนำ้มันเยิ้มสีนำ้ตาลเข้มเกือบดำเคลือบอยู่่ รูปร่างของใข่อาจเกี่ยวข้องกับรูปทรงของกระทะ ไข่ด้าน คงตอกไข่ลงกระทะตอนนำ้มันยังไม่ร้อนดี ส่วนสีของน้ำมันดำเยิ้ม ที่เคลือบเป็นคาราเมลอยู่รอบไข่นั้น เขาใช้นำ้มันเครื่อง หรือนำ้มันปลูกหนวดกันน่ะ (ฮ่า) ความคิดพาจินตนากาลกว้างไกล แต่ถึงยังงัยก็ต้องทานอยู่ดี โชคดีที่พระเอ้ติดนำ้พริกปลาทูป่นแห้งมาด้วย มันช่างเข้ากันกับเมนูไข่และข้าวสวย ถูกปากยิ่งขึ้น

พระเอ้ติดต่อรถเช่าเพื่อชมเมืองในช่วงเช้า มีสำนักงานย่อยของบริษัททัวร์อยู่หน้าโรงแรมพอดี ซึ่งให้บริการทั้งเรื่องโรงแรมที่พัก และรถเช่า หลังจากเดินไปทำวัตรเช้าที่พุทธคยา บ้านมหันต์เป็นแห่งแรกที่พวกเราได้ไปกัน

ในอดีต มหันต์คือพราหมณ์ผู้มีฐานะ มีอิทธิพลและครอบครองพุทธคยามานาน ก่อนที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการมาดูแลในปัจจุบัน สภาพซากบ้านมหันต์ที่เห็น เป็นบ้านเกือบร้าง มีคนเฝ้าอาศัยอยู่ 3-4 คน ไกด์อินเดียที่นั่นอาสา(แบบเสียค่าบริการ) พาเราเดินชมรอบสถานที่ ไกด์อธิบายจุดต่าง ๆ เป็นภาษาอินเดีย พูดเสียยืดยาว ไม่มีสะดุด โดยไม่สนใจว่าเราจะฟังเข้าใจหรือไม่ พื้นที่บางจุดเหมือนจัดวางใหม่อย่างจงใจ เพื่อให้พอเห็นเค้าโครงเดิม (หรือเปล่า) ส่วนตัวบ้านทั้งหมดก่อด้วยอิฐมอญ ฉาบหยาบ แบ่งเป็นห้อง ๆ พื้นทางเดินเป็นดินเหนียวอัดแน่นผสมหิน อาณาเขตกว้างขวาง มองเห็นกำแพงรั้วใหญ่ยาว ถูกปกคลุมด้วยป่าหญ้ารกร้าง สภาพภายในที่เหลือพอคาดเดาฟังค์ชั่นได้บ้าง เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องทำพิธี ผนังก่ออิฐฉาบปูนบ้าง ไม่ฉาบบ้าง ห้องหับโล่งโจ่ง มีช่องเป็นหน้าต่างแต่ไม่มีบานปิด เป็นเพียงช่องโล่ง ไร้ร่องรอยของประตู หน้าต่าง และวงกบใด ๆ คนที่เคยอยู่อาศัยสมัยก่อน คงเดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ได้สะดวกแบบเป็นกันเองดี บ้านมหาเศรษฐีสมัยก่อนแปลกดีน่ะ ใหญ่โต โอ่อ่า อย่างเดียว แต่รายละเอียดนั้น แทบไม่แตกต่างจากบ้าน
ชาวบ้านที่เห็นในปัจจุบัน

เมื่อไม่มีอะไรชวนดึงดูดใจให้อยู่ต่อไป แถมฟังไกด์โม้ก็ไม่รู้เรื่อง ดูได้แต่ซากบ้านปูนรกร้างธรรมดา จึงชวนกันคืนพื้นที่ให้ชายหนุ่มอินเดียเกือบเปลือยคนหนึ่ง เขาใส่เพียงกางเกงในสีแดงแจ๋ ร้องเพลงไปด้วยและกำลังจ้วงนำ้จากถัง สาดตัวเองดังโครม โครม ไปด้วย บนดาดฟ้าโล่งแห่งนั้น พวกเราจึงปล่อยให้เขามีความสุขในโลกส่วนตัวต่อไป

เมื่อนั่งรถข้ามฝั่งแม่นำ้เนรัลชรา ข้าพเจ้าทอดสายตาตาม
แม่นำ้ที่่กว้างไกลสุดสายตา แต่แม่นำ้ไม่มีน้ำเหลือเลยสักหยด เห็นเพียงร่องรอยของผืนดินกว้างใหญ่ ที่แห้งผาก ดินแยกแตกระแหง ที่คดเคี้ยว ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ชาวบ้านอินเดียใช้เป็นสถานที่ตากผ้า โดยวางผึ่งแดดไปเลยบนพื้นดิน ไม่มีการขึงเชือก หรือใช้ราวตากแต่อย่างใด

สถานที่สำคัญที่อยู่ในเส้นทางนี้คือ บ้านนางสุชาดา ซึ่งตั้งอยู่เลียบฝั่งแม่นำ้เนรัญชราแห่งนี้ นางสุชาดาคือผู้ถวายข้าว
มธุปายาสแด่พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ ปัจจุบันบ้านหลังนี้กถูกปล่อยรกร้าง มีเพียงชายอินเดียสูงอายุคนหนึ่งคอยดูแล มีรูปปั้นปูนผู้หญิงเคลืบสีสันฉูดฉาด ซึ่งน่าจะใช้แทนนางสุชาดาไว้ให้สักการะ สถานที่ดูเงียบเหงาร้างคน มีเพียงเด็กขอทานสามสี่คนป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าสถานที่เหมือนถูกจัดวางอย่างจงใจ เพื่อให้เป็นเพียงจุดเรียกนักท่องเที่ยวอีกหนึ่งจุด คนไทยชาวพุทธอย่างเรา ผ่านการท่องจำพุทธประวัติกันมาตั้งแต่ชั้นปฐม นางสุชาดาเป็นบุคคลสำคัญมากคนหนึ่ง แน่ล่ะ กาลเวลาผ่านมาเกือบ
สองพันห้าร้อยปีจะไปเหลืออะไร แต่สถานที่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ชวนให้ฉงนสงสัยว่า มันใช่หรือ?

พระเอ้เริ่มรู้สึกไม่สบายจึงขอกลับไปพักผ่อนก่อน จากนั้นข้าพเจ้า ต้า และพระอาจารย์ จึงไปแวะเยี่ยมชมวัดอีกสองสามแห่งซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่รอบๆ พุทธคยา ทางรัฐบาลอินเดียมีนโยบายส่งเสริมให้ทุกประเทศทั่วโลกที่นับพุทธ มาสร้างวัดในเมืองนี้ได้ จึงมีวัดของนานาประเทศมากมาย แต่ละวัดมีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ตามแบบประเทศของตน อาทิ วัดญี่ปุ่น หรือที่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า บิ๊กบุดดาเทมเปิ้ล เนื่องจากมีรูปปั้นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ มองเห็นได้ในระยะไกลตั้งอยู่ตรงกลางทางเดินเข้า สองข้างซ้ายขวาของบิ๊กบุดดา มีรูปปั้นพระพุทธสาวกทั้ง 5 ส่วนภายในบริเวณวัดเงียบสงบ สะอาด สวยงามเรียบง่ายแบบเซน ใกล้ ๆ วัดญุี่ปุ่น ก็จะมีวัดภูฐาน วัดศรีลังกา วัดพม่า เป็นต้น

สิบเอ็ดโมงกว่า พวกเราแวะถวายเพลพระอาจารย์ที่โรงแรมสุชาตะ แล้วจึงกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมจน ถึงเวลาบ่ายสองข้าพเจ้ากับต้าก็ชวนกันไปเจริญสติกันต่อ บริเวณเจดีย์
พุทธคยาในเวลากลางวันแดดแรง อากาศร้อน ต่างคนก็ต่างแยกกันไปปฏิบัติ นั่งบ้างสลับเดินบ้าง ย้ายจุดกันไปเรื่อย ๆ พื้นที่รอบบริเวณมหาเจดีย์ยังหนาแน่นไปด้วยพุทธศาสนิกชนหลายเชื้อชาติไม่ขาดสาย

ตามรู้ พุทธคยา

ตามรอย พุทธคยา

บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม และผู้คน พาให้ใจสงบไปเองโดยอัตโนมัติ ข้าพเจ้าชื่นชมผู้ปฏิบัติทุกคนทั่วบริเวณแห่งนี้ทุกคน รวมทั้งต้าเองด้วย ที่มีความเพียร ปฏิบัติเป็นเพื่อนข้าพเจ้าด้วยความตั้งใจ โดยไม่มีอิดออดสักคำ ซึ่งผิดปรกติวิสัยหนุ่มไฮเปอร์อย่างเขา ในการปฏิบัติธรรมให้มีความก้าวหน้านั้น พระพุทธองค์ท่านกล่าวว่า กัลยาณมิตรนั้นสำคัญที่สุด ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าลืมตาจากสมาธิ ก็จะเห็นต้า ในอิริยาบทเดินจงกรม หรือไม่ก็นั่งสมาธิ ยิ่งได้เห็นเพื่อนมีความตั้งใจสูงก็ยิ่งเป็นกำลังใจ ส่งเสริมกันและกัน

สี่โมงเย็นแล้ว ข้าพเจ้าและต้าพากันเดินกลับโรงแรม พวกเราตกลงกันว่าจะงดอาหารเย็นด้วย ดังนั้นกิจวัตรยามเย็นก็เหลือเพียงการทำวัตรเย็นอย่างเดียว ก็ดีไปอย่าง ไม่ต้องคิดนึกเรื่องอาหารการกินอีกมื้อให้วุ่นวาย อยู่ที่นี่จึงได้ทั้งความสงบ ศีลก็ไม่ด่างพร้อย

พูดถึงการรักษาศีล ศีลคือ ความปกติ การรักษาศีลก็คือ “ตั้งใจรักษาความปกติของตน” ระมัดระวังกาย วาจา ใจ ให้เป็นปรกติ ไม่ทำอะไรให้เดือดร้อนกายใจ ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น ศีลที่แท้มีสติเป็นพื้นฐาน รู้สึกตัว รู้สิ่งที่ควร หรือไม่ควร ดังนั้น”สติ” จะเป็นเชือกคอยกระตุกใจให้ฉุกคิด ก่อนจะทำ หรือไม่ทำอะไร คนส่วนใหญ่คิดนึกไปเองว่า รักษาศีลต้องไปวัด ต้องไปขอจากพระ ต้องไปถือศีลนุ่งห่มขาว ต้องรอวันพระ รอวันเกิด รอโน่นรอนี่ อันที่จริงศีลก็อยู่ที่ตัวเรา เจตนาก็อยู่ทีใจเรา มีแค่กายกับใจสองอย่างพร้อมในตัวเราก็รักษาได้เลย ไม่มีกาลเวลา จิตดวงเดียวเป็นได้ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ หากเรารู้สึกตัวเมื่อไหร่ ก็เกิดศีลในปัจจุบันขณะนั่นเอง

ข้าพเจ้ารู้สึกไปเองหรือเปล่าว่า ความสงบ ความนิ่ง ความเบาสบาย ความผ่อนคลาย ความเฉยรู้ (รู้สึกแต่ไม่ไหลไปตามความคิดนึกปรุงแต่ง) นี่เองน่ะหรือ คือ “ความปรกติ”

อยู่ที่อินเดียนี่ไม่มีหน้าที่การงานอะไร ไม่มีสิ่งเร้า ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเหตุอะไรมา กระทบกายใจให้ฟุ้งซ่าน
เร่งเร้า รุ่มร้อน หรือหม่นหมอง เวลาวันหนึ่งๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่ทำให้เกิดกุศลทางใจ เห็นความทุกข์ยากของผู้อื่น เห็นความเพียรของผู้อื่น ไม่ต้องห่วงอาหารการกิน มีอะไรก็กินได้ ไม่มีเรื่องให้ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อเพื่อปรนเปรอความไม่จำเป็นทั้งหลาย ที่ตัวเราเคยคิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นเสียเหลือเกิน ลองได้มาใช้ชีวิตแบบนี้ดูบ้าง กลับอยู่ได้ รู้สึกว่าง่าย เบาสบายกว่าแต่ก่อน กิเลสก็สงบเสงี่ยมไปเยอะ

แน่นอนว่าชีวิตของคนธรรมดา ที่ไม่ใช่ พระ นักบวช การหลีกเลี่ยงสิ่งกระทบกายใจเป็นเรื่องยาก ทั้งจากหน้าที่การงาน ครอบครัว และสังคม ความอยาก ความไม่อยาก ความพลัดพราก ความผิดหวัง ดีใจ เสียใจ อึดอัดขัดใจ อารมณ์ต่างๆ มันรุ่มร้อนประดังถาโถมจนตั้งตัวไม่ทันก็มี การรักษากายใจให้เป็นปรกติ มันแทบแยกกันไม่ออกกับความไม่ปรกติ ในแต่ละช่วงวันเวลา ข้าพเจ้ารู้สึกได้เลยว่า การใช้ชีวิตแบบคนธรรมดานี่แหละ ยากกว่านักบวชเป็นไหนๆ ทุกเสี้ยวลมหายใจ มักมีเหตุการณ์ มีแบบฝึกหัดมากระทบจิต เพื่อให้ฝึกใจอยู่ตลอดเวลา หากเรามองให้เป็น คิดให้เป็น ก็เอาสิ่งกระทบนั้นมาพิจารณาให้เกิดปัญญา ฝึกรู้ ฝึกดูใจเราไปเรื่อยๆ ดูอาการขึ้นลง ดูการเกิดขึ้น ดูการหายไป ดูความไม่แน่ไม่นอนของอาการทางใจต่างๆ เหล่านั้น และเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เป็นธรรมชาติแต่เก่าก่อนให้มากที่สุด

การได้ใช้วันหยุดพักผ่อน หลีกเลี่ยงจากกิจวัตรการงานแบบเดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆ มาอยู่กับตัวเองที่นี่ อยู่กับผู้คนที่อาจกำลังเดินอยู่ในเส้นทางเดียวกัน หลงบ้าง อ้อมบ้าง ล้มบ้าง พักบ้าง แม้ได้เพียงสักระยะหนึ่งสั้นๆ แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดในช่วงหนึ่งของชีวิตข้าพเจ้าเลยทีเดียว (อ่านต่อ)

คาเฟ่บางรัก
วันอังคารที่ 16 มีนาคม 2553

You can leave a response, or trackback from your own site.