พุทธคยา ตอน 5 ปรับใจ


budhgaya
แผนเดิม พระอาจารย์และพระเอ้ตั้งใจว่า
จะพาทุกคนนอนค้างใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในค่ำคืนนี้ แต่่พระเอ้เกิดป่วยกระทันหันเสียก่อน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่มีอยู่น้อยนิด เราสองคนจึงตกลงจะไปกันเอง ข้าวของสำหรับไปนอนค้างกลางดินกินอากาศที่นำไปด้วยมี เสื้อหนาว ผ้าขนหนู (แทนหมอน) ไฟฉาย นาฬิกา และยากันยุง ส่วนเต้นท์มุ้งไปหาเช่าที่หน้าเจดีย์ จริง ๆ แล้วเขามีไว้ขายหลายขนาด หลายราคา ทั้งเต้นท์แบบนั่ง และแบบนอน ราคาตั้งแต่
300 – 700 รูปี

budhgaya

แต่เนื่องจากเราจะใช้แค่คืนเดียว ถ้าซื้อไว้ก็ต้องหอบพะรุงพะรังกลับมากรุงเทพอีก จึงเสนอเช่าโดยให้ราคา 150 รูปี ต่อคืนต่อหลัง เราจ่ายค่าเช่าเท่าราคาซื้อเต็มจำนวนไปก่อน เป็นค่ามัดจำ แล้วจะได้คืนเมื่อนำมุ้งไปคืน หลังจากร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็นกับพระอาจารย์ และพระเอ้ สองทุ่มได้เวลาที่ประตูใหญ่จะปิดพอดี หมายความว่า ภายในพื้นที่นี้จะเหลือแต่เฉพาะผู้ที่ขออนุญาตค้างคืนกับสำนักงานเท่านั้น ชำระค่าธรรมเนียมนอนนิดหน่อย ส่วนคนอื่นที่ไม่ค้าง ต้องออกจากสถานที่ให้หมดก่อนประตูใหญ่ปิด มิเช่นนั้น ต้องรอประตูเปิดอีกทีตอนตี 4 ของเช้าวันรุ่งขึ้น

ภายในค่ำคืนนี้ มีทั้งกลุ่มทัวร์คนไทยกรุ๊ปใหญ่ พระไทย พระต่างชาติ นักบวช แม่ชี และเราสองคน ที่ไม่ได้เข้าพวกกับใคร รวมแล้วประมาณ 40-50 คน ทุกคนเริ่มจับจองที่นอน ที่นั่ง ที่ปฏิบัติกันอย่างหนาแน่นใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยใช้เต้นท์มุ้งกางบอกอาณาเขตของตนเอง

อากาศตอนกลางคืนเย็นสบาย มีลมหนาวพัดอ่อน ๆ เป็นระยะ ผิดกับกลางวันราวคนละซีกโลก กลางคืนค่อนข้างมืด มีเพียงแสงไฟรอบรั้วเล็กน้อยที่คอยให้ความสว่างเป็นจุด ๆ ความเงียบภายนอก ยิ่งเพิ่มความสงบภายในให้มีพลังยิ่งนัก

อุปสรรคสำคัญตอนกลางคืนก็คือยุง ยุงยักษ์ยกขบวนกันมาเป็นขโยง และทุ่มเทการกัดคนแบบเอาเป็นเอาตาย ผู้ปฏิบัติทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะป้องกัน และเอาตัวรอดจากยุงยักษ์ตามอัธยาศัย ข้าพเจ้าได้ยินเสียงตบยุง เพี้ยะ เพี้ยะ จากมุ้งคนอื่นด้วยความขยันหมั่นเพียร เสียงตบยุงดังให้จังหวะรับกับเสียงสวดมนต์พอดี (ฮ่า)

กิจกรรมยามค่ำคืนใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ มีทั้งคนเดินเวียนเทียน บางคนนั่งสวดมนต์ บางคนนั่งสมาธิ กระจัดกระจายกันไป ส่วนกลุ่มทัวร์กลุ่มใหญ่มีพระเป็นผู้นำสวด ลูกทัวร์ก็สวดตามหนังสือที่เตรียมกันมาอย่างพร้อมเพรียง ส่วนกระเหรี่ยงหลงเขาอย่างพวกเราสองคนไม่รู้อิโหน่ อิเหน่อะไร หลังจากเดินวนเวียนรอบพระเจดีย์ สลับนั่งสมาธิได้พักใหญ่ เห็นอากาศเย็นสบายเริ่มง่วงหงาวหาวนอน ยิ่งได้ฟังเสียงคนอื่นสวดมนต์กันเซ็งแซ่ ยิ่งพาใจสงบ อารมณ์สงัด อย่ากระนั้นเลย บรรยากาศดูขลังเข้าท่าดี สี่ทุ่มแล้วด้วย ได้เวลาแยกยายเข้ามุ้งใครมุ้งมัน (ฮ่า) คิดในใจ แห๊ม!! เราช่างโชคดีจริง ได้มานอนรับส่วนบุญ ส่วนกุศลถึงจุดที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ทีเดียว (คนแถวบ้านเรียกเปรต) คิดแล้วก็เอนตัว เหยียดหลัง หลับตาพริ้ม นอนสมาธิมันเสียเลยบนพื้นหินอ่อนที่แข็งและเย็นยะเยือกตรงนั้น

ผลอยหลับไปได้สักครู่ รู้สึกว่าลมเริ่มแรงขึ้น แรงขึ้น จากนั้นจู่ ๆ ก็มีฝนเม็ดใหญ่เบ้อเริ่ม ร่วงหล่นลงมาใส่หน้าข้าพเจ้าที่ยังคงนอนอาบบุญอย่างมีความสุข แปลกจริง เดือนมีนาคมเป็นปลายฤดูหนาว เป็นต้นฤดูร้อนของอินเดีย ฝนหลงฤดูมาจากไหน ตกแบบไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย ผู้ปฏิบัติคนอื่น ๆ ทั้งพระ ชี ฆารวาส ต่างแตกฮือ รีบเก็บข้าวของ พับเต้นท์ของตนเองกันอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังช้ากว่าห่าฝน เม็ดฝนเริ่มถึ่ขึ้น แรงขึ้น หนักขึ้น ทำเอาทุกคนเปียกปอนไปถ้วนหน้า เพราะบริเวณพระมหาเจดีย์แห่งนี้เป็นที่โล่ง ไม่มีหลังคา แม้แต่ร่มโพธิ์ก็คุ้มฝนไม่ได้

budhgaya5

_________________________________________________________________________________
ถุงย่าม เต้นท์มุ้ง เสื้อผ้า หน้า ผม
เปียกมะลอกมะแลก เราสองคนเดินวนไปวนมารอบเจดีย์ เพื่อส่องหาที่กำบังฝน แต่ไม่มีที่ใดพอแทรกตัวยืนเบียดผู้คนร่วมชะตากรรมเดียวกันไปได้ ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ที่หลบฝนก็ไม่มี เราจึงตัดสินใจจะกลับโรงแรม คิดไปเองว่าฝนตกหนักขนาดนี้ เขาคงจะเปิดให้คนข้างในแยกย้ายออกไปได้ แต่เปล่าเลย อุตสาห์เดินตากฝนมาไกล พอถึงหน้าประตูใหญ่มีกลุ่มคนและพระ ยืนรออยู่ก่อนแล้วด้วยความคิดแบบเดียวกัน ประตูเหล็กสูงใหญ่ถูกล็อคด้วยโซ่ใหญ่แน่นหนา ไร้วี่แววเจ้าหน้าที่ ส่วนนอกประตูรั้วมีหัวหน้าทัวร์ และญาติที่ไม่ได้ค้างยืนรออย่างกระวนกระวายใจ

ประตูใหญ่นี้ปิดขังทั้งคนที่อยู่ข้างในและคนที่อยู่ข้างนอก หัวหน้าทัวร์พยายามโทรหาเจ้าหน้าที่แต่ไม่มีใครรับสาย ส่วนยามที่อยู่ข้างในก็ดันไม่มีกุญแจเสียด้วย ประตูและกำแพงที่ใหญ่โตนั้นไม่ได้ออกแบบให้คนปืนได้อยู่แล้ว ไม่มีสันแนวให้ตะเกียกตะกายปีนข้ามไปได้แลย หัวหน้าทัวร์สีหน้าไม่ดี ลูกทัวร์ที่ติดอยู่ข้างในมีทั้งเด็กและคนแก่รวมอยู่ด้วย ข้าพเจ้าคิดในใจ หรือเราต้องยืนตากฝนรอกันจนถึงเวลาเปิดประตูตอนตีสี่ อีกตั้ง 6 ชั่วโมงเชียว จะไหวหรือ ทั้งเปียกและหนาว ได้แต่ยืนปากสั่น ตัวสั่น ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

พวกเราเดินกลับเข้าไปในมหาเจดีย์อีกครั้งอย่างหมดหวัง ทุกคนเปียกปอนเท่าเทียมกัน ยิ่งเห็นสภาพสัมภาระของพระสงฆ์ที่มาปักกลดกันในนี้หลายวัน ยิ่งน่าเห็นใจ ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเหล่านั้นเปียกแฉะไปหมดทุกอย่าง พรุ่งนี้คงตากกันจ้าละหวั่น

เที่ยงคืนกว่า แม่หญิงหัวหน้าทัวร์คนนั้นหาทางเข้ามาข้างในสำเร็จ เธอพยายามตามหาเจ้าหน้าที่คนที่มีกุญแจ เพื่อขอเปิดประตูด้านข้าง แน่นอนว่า กฏระเบียบของที่นี่ไม่เคยเปิดปิดประตูนอกเวลา ดังนั้นหัวหน้าทัวร์คงรู้งานดีว่าสถานะการณ์แบบนี้ ควรเจรจาต้าอ่วยกับเจ้าหน้าที่อย่างไร ลูกทัวร์ของเขาได้กลับโรงแรม พวกเราก็พลอยได้ออกไปพร้อม ๆ กันทางประตูเล็กด้านข้าง ระยะทางลึกกว่าทางเดิมพอควร ต้องเดินฝ่าความมืดและฝูงสุนัขที่เห่าหอนกันอย่างทุลักทุเลไปจนถึงหน้าโรงแรม …เย้

เข้าไม่ได้….ประตูใหญ่โรงแรมถูกล่ามโซ่ไว้แน่นหนา ข้าพเจ้าได้แต่สงสัย บ้านเมืองนี้เขากลัวอะไรกันนักหนา ขนาดโรงแรมห้าดาว มียามนั่งอยู่ในป้อมหน้าประตูตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จะล่ามโซ่ประตูไว้ทำพระแสงอะไร นี่มันโรงแรมหรือคุก (เริ่มฉุนเฉียว) พวกเรายืนด้อม ๆ มอง ๆ หน้าประตูสักพัก ยามเดินหน้าง่วงออกจากป้อมมาดู โชคดีที่เขาจำพวกเราได้ เพราะเราเดินเข้าเดินออก ๆ เข้า ๆ ระหว่างโรงแรมกับเจดีย์มาสองวันแล้ว จึงไขประตูให้

ได้อาบนำ้อุ่น ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ได้นอนในที่ร่ม ได้สัมผัสความอ่อนนุ่มของฟูก และห่มผ้าแสนสบายของโรงแรม อบอุ่นและปลอดภัยเหลือเกิน แต่ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเลยในคืนแรก ที่มัวแต่ไปเพ่งตำหนิติเตียนข้าวของเหล่านี้ไปเสียทุกอย่างด้วยความคึกคะนอง

budhgaya

budhgaya

budhgaya

เตียงสบายแต่ข้าพเจ้ากลับนอนไม่หลับ นอนคิดพิจารณาดูว่า ธรรมชาติกำลังบอกอะไรพวกเราอยู่หรือเปล่า ถ่อกันมาไกลถึงอินเดีย เพื่อจะมานอนรับส่วนบุญคนอื่นหรืออย่างไร เสียเวลาเปล่า โง่เง่าเต่าตุ่นเสียจริง ๆ ถูกฝนฟ้าไล่ให้กลับเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้้ำ สมนำ้หน้ากะลาหัวเจาะ

ความสบายไม่ได้ให้อะไรเรา ความลำบากต่างหากท่ี่กำลังสอน เมื่อเผชิญกับความลำบาก เราถึงจะได้คิดว่า ไอ้ที่มีอยู่นี่มันก็สบายดีอยู่แล้ว มัวเสียเวลาไปไขว่คว้าตามความอยาก เพื่อสิ่งที่คิดว่า “มันต้องดีกว่านี้” ไปทำไม คนเราหนอ ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพ่งมองแต่จุดตำหนิบกพร่องเพื่อปฏิเสธความไม่สมบูรณ์แบบ ไปเอาแน่อะไร แม้แต่กรอบของความสมบูรณ์แบบก็ยังไม่แน่ไม่นอน มันเปลี่ยนไปตามกิเลสในใจเราเสมอ เพราะมันไม่เคยพอใจในแบบที่มีอยู่ตรงหน้านั่นเอง

แล้วที่ข้าพเจ้าวนเวียนทำอยู่ทัั้งวัน ทั้งทำบุญ ทำทาน เดินจงกม นั่งสมาธิ นอนสมาธิ นั่นก็เพียงแค่รูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากติดอยู่แค่นั้นมันไม่พอหรอก มัวแต่อิ่มเอิบ เป็นปลื้มกับความสงบสุขที่ได้ พอสงบแล้วใจก็ปรุงฟุ้งไปเรื่อยเปื่อย เพ้อเจ้อไป หลงกันไป ไม่ได้พิจารณาอะไรสอนใจตัวเองเลย หากข้าพเจ้าจะเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาใจตน ก็ไม่ควรหยุดอยู่แค่นั้น การปฏิบัติใครทำใครได้ ประสบการณ์ของใครก็สอนใจคนคนนั้น เหตุปัจจัยต่างกัน มุ่งมั่นไปเรื่อย ๆ อย่าท้อ ถึงที่สุดแล้วเราจะรู้ใจตัวเองดี ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปทำไม ควรทำอย่างไร แล้วทำไปเพื่ออะไร

ทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงเสมอ แม้แต่ใจเรา ชึ้นอยู่กับว่าเราอยากเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือทางตรงกันข้าม วันเวลามันไม่เคยย้อนกลับมาให้เราแก้ตัว แต่เราแก้ไขในสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ ถ้ารู้สึกตัวทัน แต่ปัญหาคือ ข้าพเจ้ามักรู้สึกตัวช้ากว่าการกระทำเสมอ เหมือนมีสองตัวในหนึ่งร่าง ตัวที่หนึ่งทำลงไปแล้ว ตัวที่สองเก็บมาทบทวน พอตัวที่สองยอมโอนอ่อน ไอ้ตัวที่หนึ่งกลับดื้อดึง แข็งข้อ นี่กระมังธรรมชาติของใจที่อ่อนหัด

หลาย ๆ เรื่องที่เกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิตข้าพเจ้าก็เช่นกัน หากวางใจให้ถูกและเข้าใจความไม่แน่ไม่นอนของสภาวะธรรมชาติทั้งหลาย ใจก็คลายความยึดถือ ข้าพเจ้ากลับยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างง่ายดายโดยไม่ฝืน ไม่เหนี่ยวรั้ง ไม่ยื้อยุดใคร หรืออะไรกลับมาเลย ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าหลงตัวเองว่าดีเลิศ หรือถูกต้อง หรือไร้หัวจิตหัวใจ แต่เพราะข้าพเจ้าไม่ใช่ศูนย์กลางของอะไรทั้งหมด ไม่สามารถเป็นเจ้าของอะไรได้แม้แต่ใจตัวเอง จึงไม่ชอบฝืนใจใคร แล้วพึงต้องตั้งสติระลึกรู้อยู่เสมอว่า การกระทำอะไรบางอย่างมันก็เป็นสิทธิ และการตัดสินใจของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ด้วยเสมอ ไม่มีใครตอบใครได้ว่ามันควรเป็นไปอย่างไร

ข้าพเจ้าชอบที่สุด เวลาใจเราค้นพบในสิ่งที่ยังไม่รู้ ด้วยใจเอง และสิ่งที่ใจรู้แล้ว มักถูกแทนด้วยสิ่งที่่เป็นความรู้ใหม่กว่าทับซ้อนกันไป ขึ้นอยู่กับแต่สถานะการณ์ว่าจะเจออะไร มีเรื่องมีราวสอนใจเราไปได้เรื่อย ๆ ส่วนใหญ่ได้มาจากเหตุการณ์เฉพาะตัว ความทุกข์แบบเฉพาะตัว ซึ่งข้าพเจ้ากลับยินดีต้อนรับกับเรื่องทุกข์ใจเหล่านั้น โดยไม่รู้สึกทุรนทุรายอะไรมากมาย ความทุกข์มันสอนใจเรา ช่วยปรับจูนใจเราไปเรื่อย ๆ ในทิศทางที่ควรจะเป็น และที่แน่แน่ เราปรับใจตัวเราเอง ง่ายกว่าไปพยายามปรับใจคนอื่นเยอะ

(ปล. นี่คือความคิดที่ผุดขึ้นยุบยับตั้งแต่หัวถึงหมอน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะม่อยหลับไปอย่างไร้สติ)
(อ่านต่อ)

คาเฟ่บางรัก

budhgaya4
You can leave a response, or trackback from your own site.