พุทธคยา ตอน 6 ฝึกต่อไป


budda
หลังจากผ่านคืนอันเละตุ้มเป๊ะข้าพเจ้าจึง
ได้คิด ปรับการปฏิบัติให้แนบแน่นกลมกลืนไปกับการใช้ชีวิตระหว่างวันไปด้วยนี่แหละ ไม่เคร่งเครียด ไม่มีข้อจำกัด หมั่นสังเกตดูความเปลี่ยนไปของความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ให้ไวขึ้น กิจวัตรประจำวันยังดำเนินไปอย่างปรกติ ตื่นนอนเวลาเดิม ถวายอาหารพระ ไปทำวัตร และวนเวียนปฏิบัติอยู่พุทธคยาเช่นเคย

เช้านี้สามล้อถีบอินเดียจอดรอหน้าถนนโรงแรม เห็นอยู่ลิบ ๆ จากถนนหลักถึงโรงแรม 200 เมตร คนขับรีบเข็นสามล้อขึ้นเนิน ด้วยแรงหนืดจนเหงื่อซึม เขาพุ่งมารับพวกเราทั้งที่ไม่ได้เรียก เห็นหน้าตาแล้วก็ชวนสงสาร เข็นรถมารับแล้ว จะปฏิเสธรึก็กลัวทำลายความหวัง วันนี้เลยงดเดิน อุดหนุนให้เขามีรายได้บ้าง จ่ายแค่ 20 รูปี แต่หัวใจเราพองโตแต่เช้าตรู่

อากาศเช้าแสนเย็นสบาย พื้นบริเวณเจดีย์ยังเปียกแฉะอยู่บางจุด เจ้าหน้าที่กำลังระดมเร่งกวาดเศษใบไม้กิ่งไม้ และถูพื้นให้สะอาดกันอย่างรวดเร็ว พุทธศาสนิกชนเริ่มทยอยเดินทางมาสักการะไม่หยุดหย่อน พวกเรากวาดตามองหาที่แห้งนั่งลง พระอาจารย์นำสวดมนต์และนั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เสร็จจากนั้นก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติเองตามอัธยาศัย จนถึงเวลาที่พระฉันเพล พวกเราจึงพากันเดินกลับโรงแรมที่พัก

อาหารบุฟเฟ่มื้อเที่ยงของโรงแรมก็แทบไม่ต่างจากมื้อเช้า ไข่ทอด และผัดผักเฉา ๆ เช่นเคย เริ่มชินเสียแล้ว
นำ้พริกปลาป่นแห้งของพระเอ้อย่างเดียว ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารได้ทุกมื้อ วันนี้มีกลุ่มทัวร์คนไทยมาพักที่โรงแรมพอดี หัวหน้าทัวร์เข้าไปปรุงอาหารไทยเพื่อลูกทัวร์ตัวเองถึงในครัว หัวหน้าทัวร์แบ่งอาหารมาให้พวกเราด้วย ค่อยยังชั่วหน่อย มนุษย์มนาอย่างพวกเราก็ยังคงติดในรสอร่อยของอาหารกันอยู่ดี ไม่ต้องฝืนกระเดือกอะไรลงคอแล้วทำใจปล่อยวางหรอก เพราะมันไม่ใช่ ยังไงก็ฝืนความรู้สึก แค่ไม่สวาปามจนลืมตัวก็พอ อิ่มหนำแล้วก็พักกันสักครู่ จากนั้นข้าพเจ้ากับต้าก็เดินไปปฏิบัติภาวนากันต่อที่พุทธคยาตลอดทั้งบ่าย

budda2

budda701

การภาวนา คือ การอบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผล อบรมใจให้รู้เรื่องของตัว ฝึกใจให้รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตัวเองและสิ่งทั้งหลาย ส่วนวิธีการก็มีหลากหลาย แต่ละคนก็ต้องค้นหาวิธีที่เหมาะเจาะกับตัวเอง ส่วนตัวข้าพเจ้าชอบนั่งมากว่าเดิน แต่ต้าชอบเดินมากกว่านั่ง ต่างคนต่างปฏิบัติกันไปไม่กวนกัน เดินก็ดี แต่ไม่ใช่เดินชมนกชมไม้ เดินด้วยความสงบสำรวม หมั่นตามรู้อาการเคลื่อนไหวของกาย ส่วนนั่งก็ดี แต่ไม่ใช่นั่งนิ่งหลับสัปปะหงก นั่่งด้วยการตามรู้สึกตัวไปด้วย ไม่จมดิ่งไปตามความสงบหรือไหลไปกับความคิดนานๆ หมั่นรู้สึกตัวเพื่อตัดความคิดฟุ้งปรุงแต่งของจิตให้สั้นลง เกิดสงบเป็นอารมณ์เดียว ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนรอบตัว

budda5

ปล่อยกายใจสัมผัสสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา ความแข็งแกร่ง สงบนิ่ง มั่นคงของพระมหาเจดีย์ ความอ่อนไหวสดชื่นของสายลม ความเย็นสบายจากร่มเงาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ความร้อนแผ่วผ่าวจากแสงแดดอ่อน ความสับสนอลหม่านของเสียงสวดมนต์เซ็งแซ่หลายภาษา ความหลากของรูปแบบการปฏิบัติหลายนิกาย ความวุ่นวายจอแจเจี๊ยวจ๊าวของนักท่องเที่ยว เสียงพูดคุยขโมงโฉงเฉงของกลุ่มทัวร์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ บางครั้งก็ดึงความสนใจ ก่อกวนความรู้สึก เกิดความรำคาญ หงุดหงิด กวนตัวกวนใจ จนทำให้หลุดจากกิจที่กำลังทำอยู่บ่อยไป แต่ก็มีบางช่วงท่ี่ใจกลับสงบนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านกับสิ่งแวดล้อมเลย ใจรู้สึกอย่างไร ข้าพเจ้ารู้สึกตัวตามไปด้วย คงไม่ใช่มีแต่ข้าพเจ้าคนเดียวที่มุ่งมั่นปฏิบัติอยู่เป็นแน่ สถานที่นี้จึงเต็มไปด้วยพลัง มวลพลังงานฝ่ายกุศลจิตกำลังถ่ายทอด เคลื่อนไหว หมุนเวียนอยู่รอบตัว รอบบริเวณแห่งนี้

ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการตามรู้ ตามดูอาการของจิตใจตัวเอง เวลาที่จิตถูกกระทบทั้งจากภายในและภายนอก ดูสิ่งที่เกิดขึ้น ดูความคิด ปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน สงสัย เดี๋ยวพองโต เดี๋ยวหดหู่ หรือปลื้มปิติ นำ้ตาไหล อาการเกิดขึ้น คงอยู่ และสักพักก็หายไป ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง มีเรื่องราวให้นึกคิดไปเรื่อยเปื่อย สลับสงบจมดิ่ง แล้วกลับมารู้สึกตัวต่อ นั่นคือสภาวะธรรมชาติของจิต เมื่อมีอะไรกระทบจิต ย่อมเกิดผลเป็นธรรมดา เหมือนมีอะไรกระทบกาย เช่น เย็น ร้อน หิว อิ่ม เหนื่อย เมื่อย ปวด โดยเฉพาะอย่างหลังนี่ทำให้ต้องขยับเปลี่ยนท่านั่งบ่อย

อยู่ที่นี่ ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรไปกว่าการเพียรปฏิบัติด้วยความรู้สึกตัว คำสอนหลวงปู่ดูลย์ในการฝึกตามดูจิต ยังก้องไกลมาถึงอินเดีย (ยิ้ม) ท่านว่า “บางทีก็ต้องปล่อยไหล ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ก่อน จิตจะแส่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ จากสิ่งภายนอกที่มากระทบ จนจิตอิ่มในอารมณ์นั้น ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง ค่อย ๆ รักษาอาการรู้อยู่กับที่ให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ สติเกิดบ่อย ๆ จิตเกิดสภาวะว่างจากอารมณ์เร็ว คือไม่ไหลจมดิ่งไปในอาการต่าง ๆ นั้น”

______________________________________________________________________________________
budda700300
ข้าพเจ้านั่งนิ่งสงบหลับตาบ้าง ลืมตาดูผู้คนที่วุ่นวายรอบตัวบ้าง นั่งเมือยก็สลับลุกไปเดินรอบพระมหาเจดีย์บ้าง ทั้งต้าและข้าพเจ้าต่างคนต่างปฏิบัติ ไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงสี่โมงเย็นจึงพากันเดินกลับโรงแรมเช่นเดิม

ระหว่างทางเดินกลับไปโรงแรม มีร้านค้าอยู่หน้าวัดไทยพุทธคยา เป็นร้านที่ขายเสื้อผ้าฝ้ายอินเดีย กระเป๋าผ้า หนังสือต่างประเทศ และโปสการ์ดทำมือ เสียงเพลงอันเดอร์กราวของร้านเปิดโหมโรงเรียกแขกตั้งแต่หัววัน แหม มันช่างเร้าใจที่กำลังสงบได้ท่ีให้ตื่นตัวขึ้นมาทันที ส่วนขาก็รีบเดินจ้ำอ้าวตามเสียงเพลงเข้าไปด้วยความคึกคัก วัยพวกเราไม่สนใจลูกประคำ ขัน ระฆัง พระพุทธรูป หรือเครื่องของบูชาต่าง ๆ ที่มีอยู่เกลือนกลาดหน้าวัดเลย ร้านอินดี้อินเดียแนวนี้จึงน่าสนใจไม่น้อย

ข้าพเจ้าซื้อกางเกงขายาวมาหนึ่งตัว ขายาวมากก (มันสามารถตัดออกไปทำแขนเสื้อได้อีกหนึ่งตัวเลยหล่ะ) กางเกงสีขาวขอบยางยืด ผ้าฝ้ายอินเดียเบา และบางจ๋อยหรอยเหมือนผ้าสาลูที่ใช้คั้นนำ้กระทิบ้านเรา ราคา 250 รูปี (ไม่คิดว่าแพง เพราะตั้งใจอุดหนุนของพื้นเมือง) ความยาวของกางเกงที่ได้กำไรมา ไม่ได้ช่วยอะไรให้คนตัวเตี้ยดีใจขึ้นเลย แถมเวลาใส่ต้องม้วนเอวกันหลายตลบจนชนเป้า พับขากันอีกหลายทบ เดินไปเดินมา ปลายขาร่วงมากองยาวเท่าเดิม เดินสะดุดหัวทิ่มหัวตำ แถมกวาดฝุ่นไปในตัว ถึงจะรุ่มร่ามไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าใส่ผ้าถุงที่ขัดกับบุคลิกม้าดีดกะโหลกอย่างข้าพเจ้า

ร้านรวงอื่นๆ ที่สะท้อนวิถีชีวิตคนเมืองกายาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน รถเข็นแผงลอย แบกะดิน มีให้เห็นอยู่ทั่วไปสำหรับอาชีพข้างทาง ไม่ต่างจากบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น ขายกาแฟ ขายถั่วผัด ขายจานชาม ขายดอกไม้ ขายสีทาหน้า ขายเสื้อผ้า รองเท้า หมวก ย่าม คนอินเดียใช้บริเวณรอบพุทธยาทุกตารางนิ้วทำมาหากิน มีทุนหน่อยก็ใช้รถเข็น หรือไม่ก็ปูผ้าวางของขายบนพื้น ที่น่าสนใจคือ อินเดียแฮร์ดู (ช่างตัดผม) ไม่มีที่เป็นหลักแหล่ง เดินถือแค่มีดโกนกับหวี ก็ทำมาหากินได้เลย ใครจะตัดผมก็เรียก นั่งจ๊อกป๊อก คลุมผ้า โกนมันตรงนั้นเลยง่ายดี เรียกว่าร้านตัดผมคลุกฝุ่นก็ว่าได้

สำหรับข้าพเจ้า การปฏิบัติจึงมิได้ยึดติดกับอาณาเขตแค่ที่บริเวณพุทธคยาอย่างเดียว แต่แทรกซึมอยู่ในทุกที่ ทุกเวลาที่เคลื่อนไหว ทุกเหตุการณ์ที่ได้เห็น ทุกสิ่งที่เราได้สัมผัส ทุกลมหายใจที่รู้สึกตัว ไม่ว่าข้าพเจ้าจะรู้สึกสลดหดหู่ สงสาร หรือ หัวเราะ ยิ้ม ประทับใจ ตื้นตันใจไปกับชีวิตผู้คนที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงตัว ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร กับอะไร หรือ ณ เวลาใด แม้เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่ได้รับรู้ด้วยความรู้สึกตัว อารมณ์มันส่งตรงเข้ามาถึงจิตถึงใจเลยทีเดียว วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ ช่วยให้ข้าพเจ้าเข้าใจชีวิตตัวเองมากขึ้น

budda301

budda601

budda4

คืนนี้ข้าพเจ้าขอไปปฏิบัติที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง ต้าก็ตามใจไม่ขัดข้อง หวั่นแค่ฝนจะตกไล่อีกหรือเปล่าเท่านั้น แต่ช่างเถอะ กังวลอะไรกับสรรพสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถึงอย่างไร ธรรมชาติได้ชะล้างความขี้เกียจของพวกเราไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน

สองทุ่ม ได้เวลาปิดประตูใหญ่ กริ่งสัญญาณดังเพื่อเตือนให้ทุกคนที่ไม่ค้่างคืนออกจากพื้นที่ กลุ่มทัวร์กลุ่มเดิมที่ผจญความชุ่มฉ่ำของฝนเมื่อคืนก็อยู่ด้วย เราสองคนต่างเริ่มต้นปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม เดินจงกมรอบมหาเจดีย์บ้าง นั่งสมาธิอยู่ในเต้นท์มุ้งตัวเองบ้าง นั่งเมื่อยก็ออกมาเดิน เดินเมื่อยก็เข้าไปนั่ง นั่งเมื่อยก็ล้มตัวนอนสมาธิ พอได้เหยียดแข้งขา หากหายเมื่อยแล้วก็ลุกออกไปเดินต่อ วนไปวนมา อยู่อย่างนี้ตลอดคืน ส่วนคณะทัวร์คนไทยเขาเน้นนั่งสวดมนต์อย่างพร้อมเพรียงกันในมุ้งตัวเอง เสียงดังกังวาล ตลอดคืนไม่มีหยุดพักเช่นกัน

ห่างกันออกไปไม่ไกลกัน มีพระสงฆ์ธุดงค์นั่งสวดมนต์ภาวนากลุ่มใหญ่ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพระสงฆ์รูปที่นำสวดเป็นต้นเสียงให้กับคณะสงฆ์ทั้งกลุ่ม บทสวดมนต์ภาษาบาลีสันสกฤตแบบเดียวกับที่เคยได้ยินออกบ่อย แต่ครั้งนี้เสียงท่านดังกังวาล นุ่มนวล และสดใส มีเน้นเสียงสูงต่ำ เบาหนัก มีเอื้อน มีลูกคอ ไพเราะจับใจเสียเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินเสียงใครสวดมนต์ได้ไพเราะขนาดนี้ ถึงแม้จะแปลไม่ออก ฟังแค่ท่วงทำนองก็ชวนขนลุกนำ้ตาไหลพราก

ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ข้าพเจ้าเพียรปฏิบัติได้ตลอดคืนด้วยความรู้สึกตื่นตัว ค่ำคืนอันแสนมืดสลัวพร่ามัว สัมผัสรับรู้ได้แต่เพียงเสียง เสียงสวดมนต์ที่แว่วมาเป็นระยะ เสียงฝีเท้าคนเดินเวียนเทียนด้วยความวิริยะ เสียงลมพัดไหวหวีดหวิวสีกันเป็นจังหวะ เสียงกรน เสียงตบยุงจากมุ้งข้างๆ เสียงอะไรต่ออะไรที่ดังอื้ออึงชักชวนให้ใจซุกซนเถลไถล ล่องลอยออกภายนอกบ้าง ภายในบ้างนั้น มันก็เท่านั้นตามธรรมชาติของใจ มิได้เป็นอุปสรรค หรือสำคัญไปกว่าความมุ่งมั่นต่อสิ่งที่กำลังตามรู้อยู่

ข้าพเจ้ากำลังเงียหูฟังเสียงหัวใจตัวเองอยู่อย่างเงียบ เงียบ…
(อ่านต่อ)

คาเฟ่บางรัก
วันพุธที่ 17 มีนาคม 2553

You can leave a response, or trackback from your own site.