พุทธคยาตอน 7 เปลือก กระพี้ แก่น


bodhgaya700
บ่ายวันนี้ พระเอ้จะเดินทางกลับกรุงเทพ ส่วนข้าพเจ้าและต้ายังอยู่ต่อ หลังมื้อเช้าจึงชวนกันไปถวายผ้าไตรและปัจจัยทำบุญ ที่วัดไทยพุทธคยา ต่อด้วยเดินไปทำวัตรเช้าที่มหาเจดีย์ จากนั้นไปร้านขายธูปหอมอินเดียข้างวัดญี่ปุ่น ขณะที่รอพระเอ้ซื้อธูป ข้าพเจ้าจึงแวะซื้อนำ้ดื่มที่ร้านโชว์ห่วยข้างร้านธูป มีกลุ่มเด็กอินเดีย 3-4 คน วิ่งกรูมาล้อมหน้าล้อมหลัง สะกิดแขนข้าพเจ้ายิก ชี้น้ิวไปที่ขวดนำ้อัดลม โชว์ยิ้มยิงฟันขาวจั๊ว พร้อมสายตาวิงวอน ข้าพเจ้าจึงเลี้ยงนำ้อัดลมไปคนละขวด เด็ก ๆ ดีใจ ยืนดูดน้ำกันอย่างเอร็ดอร่อย

หลังจากซื้อธูปเสร็จพวกเราก็ขึ้นรถสามล้อถีบ เพื่อไปทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมสุชาตะ แต่รถวิ่งออกมาได้ไม่เท่าไหร่ เด็กอินเดียอีกคนหนึ่ง คงพลาดอะไรไปอยู่คนเดียว จึงวิ่งไล่กวดรถสามล้อของข้าพเจ้า วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งมาจนทัน มือคว้าจับรถสามล้อได้ เสียงหายใจหอบดังแฮก ๆ รถสามล้อไม่หยุด เขาจึงวิ่งต่อ รัวภาษาอินเดียชุดใหญ่ใส่ ข้าพเจ้าฟังไม่ออกแต่พอเดาได้ เขาชี้นิ้วไปทางกลุ่มเพื่อนที่กำลังดูดนำ้อัดลม และหัวเราะเยาะเอิ๊กอ๊ากอยู่ข้างหลัง รถสามล้อยังปั่นแบบไม่สนใจใยดี เด็กก็ยังว่ิงตามไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน เอาล่ะสิ คงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หยุดวิ่งตาม ข้าพเจ้ารีบส่งเงินให้ 10 รูปี เราจึงจากกันตรงนั้น

bodhgaya3

bodhgaya4

bodhgaya6

หลังจากส่งพระเอ้ไปสนามบินแล้ว ข้าพเจ้าและต้าก็ชวนกันไปปฏิบัติที่มหาเจดีย์ตลอดทั้งบ่ายถึงเย็นเช่นเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่ที่นี่เราไม่มีหน้าที่อื่น ไม่ต้องห่วงร้าน ไม่่ต้องห่วงลูกค้า ไม่ต้องห่วงพนักงาน ไม่ต้องห่วงรายได้ ไม่ต้องห่วงครอบครัว ไม่ต้องห่วงเวลา พวกเรามีหน้าที่เพียงการปฏิบัติอย่างเดียวเท่านั้น สมองปลอดโปร่ง ตัวโล่งเบาสบาย จะยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหวอะไรทำแค่รู้สึกตัวตาม ทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ผู้คนที่นี่จะมีมากมายหลายเชื้อชาติ แต่เราไม่รู้สึกแปลกแยกเลย ต่างคนต่างรูปแบบและวิธีการ แม้ไม่รู้จักกัน ไม่พูดจากัน แต่มิตรภาพสัมผัสได้ยามสบสายตากัน

การฝึกให้ เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย ให้จนรู้สึกชิน แต่สิ่งที่ทำไม่ง่าย คือ ฝึกอดทนต่อการไม่ให้ การวางใจเป็นเฉย แม้จะสงสารแค่ไหนก็ต้องปล่อยวางไปบ้่่าง ข้าพเจ้าคงเยียวยาความยากจนข้นแค้นของพวกเขาไม่ได้หมดทุกคน มันจึงนำมาซึ่งอารมณ์อันช่างหดหู่ ทรมานใจเหลือเกินกับการต้องทำเป็นเฉยเมย แม้อยากให้ใจจะขาด สิ่งที่ทำได้ก็คือการฝึกตามรู้สภาวะอารมณ์แบบนี้อีกเช่นกัน สักประเดี๋ยวสภาวะนี้มันก็หายไป ไม่ว่าสภาวะใดจะเกิดขึ้น ก็ให้รู้สึกตัวตรงต่ออารมณ์ความเป็นจริงนั้น ….เพียงรู้สึก..เพียงเท่านั้น

bodhgaya81

______________________________________________________________________________________
bodhgaya800
นี่แหละโลกของความเป็นจริง มีให้เห็นอยู่ดาษดื่น ไม่ว่าชีวิตใครจะหนักหนายากลำบากเพียงไหน ลองสัมผัสคนที่ลำบากกว่าเราดูสิแล้วจะรู้ จากที่เคยคิดว่าเรายังขาดโน่น ขาดนี่ ยังไม่มีเหมือนคนอื่นเขา อยากได้อยู่ตลอดเวลา ขอนำเสนอให้ลองมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สักพักจะเข้าใจเลยว่า เรื่องของเรามันขี้ปะติ๋วเหลือเกิน สภาพผู้คนที่ขาดแคลนสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมีให้เห็นเกลือนกลาด แม้แต่ปัจจัยสี่เขายังมีไม่ครบ แต่ของท่ี่เราเรียกว่าขาด มันเป็นของฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็นทั้งนั้น น่าจะขอบคุณพวกเขาที่ช่วยสะท้อนให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีขึ้น ตั้งใจเลยว่า กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ จะขนของไปบริจาคเสียให้โล่งเชียว เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ตอบไม่ได้ว่ามีทำไมเยอะแยะ อันที่จริงก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ เพราะอาชีพข้าพเจ้าแต่งตัวตามสบาย เสื้อยืดตัวกางเกงตัว แต่ปัญหาคือ เป็นโรคขยันซื้อ อยากได้ก็ซื้อไม่มียังคิด เปิดตู้ทีไร เสื้อผ้าแทบทะลายลงใส่หน้า ปัญหาต่อมาคือเลือกใส่ไม่ได้ มันเยอะเกินไปจนเสียเวลาเลือก สรุปว่ามักหยิบใส่เฉพาะตัวที่ชิน นอกนั้นซื้อไว้ชำเลืองมอง หลายชิ้นที่ป้ายสินค้ายังไม่แกะเลยก็มี

ข้าพเจ้าชอบจัง อารมณ์เวลาเราให้อะไรใครไป ข้าพเจ้าจึงชอบให้ ในทางพุทธการให้ทานเป็นเพียงแค่เปลือก เริ่มที่เปลือกก่อน แล้วพัฒนาต่อไป “ขยันให้” ทำให้เหมือน “ขยันซื้อ” ให้เป็นนิสัย ทำได้เท่าที่ทำ เล็กน้อยก็ให้ไป เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย ฝึกให้บ่อย ๆ ให้แบบไม่ต้องลังเลและไม่หวังผล ทุกครั้งที่เราให้ เราได้มากกว่าคนรับ นั่นก็คือความสุขใจ อยากให้ใจมีความสุขบ่อย ๆ ก็ “ให้” บ่อย ๆ ง่ายจะตายไป

หลวงปู่เทศก์ ท่านเคยอธิบายไว้ว่า ผู้นับถือศาสนาไม่ได้มีแต่คนฉลาดเท่านั้น คนไม่ฉลาดก็ต้องสอนตื้น ๆ ส่วนคนฉลาดจะสอนลึกแค่ไหนก็ได้ “พุทธศาสนาก็เหมือนต้นไม้ มีทั้งเปลือก กระพี้ และแก่น ต้นไม้จึงยืนต้นอยู่ได้ คนมีปัญญาควรหมั่นใช้ของที่มีอยู่รอบตัว เป็นสาระแก่ตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่น สมบัติข้าวของเครื่องใช้ที่เกินตัวมันไม่มีสาระ มันไม่แน่ไม่นอน อยู่ในมือเราได้ไม่นาน ก็เปลี่ยนไปอยู่ในมือคนอื่นได้ จงรีบทำให้เป็นประโยชน์แก่เราเสีย ด้วยการสละแบ่งปันส่วนที่เหลือกินเหลือใช้ ให้คนยากไร้ขัดสน ไม่มีอันจะกินด้วยจิตเมตตา ของไม่มีสาระก็เป็นสาระขึ้นมา สมบัตินั้นก็กลับเข้ามาอยู่ในใจตน คือเกิดความอิ่มใจ พอใจแก่ผู้ให้ หรือเรียกว่า “บุญ”

bodhgaya1

bodhgaya5

การทำบุญทำทาน รักษาศีล และศาสนพิธีต่าง ๆ จึงเป็นเพียงแค่เปลือก ถ้าทำให้ถูกต้องก็กลายเป็นกระพี้ คือ ทำให้จิตเบิกบานแจ่มใส เกิดปิติ อิ่มใจ ทานศีลมีเข้ามาในใจ ก็ช่วยหล่อเลี้ยงใจ ให้ชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า ทำเปลือกให้เป็นกระพ้ี ต่อเมื่อพิจารณาไปถึงความอิ่มและความแช่มชื่นเบิกบานของใจ ก็เห็นเป็นแต่เพียงว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากปัจจัย คือความพอใจเป็นเหตุ เมื่อความพอใจหายไป สิ่งเหล่านั้นดับไป เป็นของไม่เที่ยง เป็นธรรมดาสามัญ เราจะยึดเอาไว้เป็นของตัวของตนไม่ได้ เป็นอิสระ แล้วก็ปล่อยว่าง เห็นเป็นสภาพตามความเป็นจริง เมื่อพิจารณาถูกอย่างนี้ได้ชื่อว่า ทำกระพี้ให้เป็นแก่นสาร

พระพุทธศาสนาอยู่ได้ด้วย เปลือก กระพี้ และแก่นอย่างนี้ เหมือนต้นไม้ เปลือกหุ้มกระพี้ กระพี้หุ้มห่อแก่น ทั้งเปลือก กระพี้ และ แก่น หล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน ถ้าต้นไม้มีแต่แก่นอย่างเดียว ก็เรียกว่าต้นไม้ตาย ย่อมอยู่ไม่ได้นาน ถ้ามีแต่กระพี้ ก็เรียกว่าต้นไม้หาสาระไม่ได้ นอกจากจะทำเป็นฟืนเท่านั้น ถ้ามีแต่เปลือกอย่างเดียว พลันที่จะหักเร็วที่สุดเมื่อลมพายุพัดมา”

ลึกซึ้ง…..

คาเฟ่บางรัก
วันพฤหัสที่18 มีนาคม 2553

You can leave a response, or trackback from your own site.