พุทธคยาตอน 8 หนทางอีกยาวไกล


พุทธคยา
ศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2553
วันเกือบสุดท้ายแล้วสิน่ะ ต้องยัดโปรแกรมเอียด ๆ ลงภายในวันเดียวให้มากที่สุด สี่วันที่ผ่านมาอยู่แต่พุทธคยา สำหรับข้าพเจ้าก็ยังโอเคอยู่ แต่ต้าคงอยากไปเที่ยวชมเมืองบ้าง ไหน ๆ ก็อุตสาห์เหาะมาถึงอินเดียเป็นครั้งแรก ได้พักผ่อนหย่อนใจเปิดหูเปิดตาบ้่างคงดี ดังนั้นเมืองราชคฤห์ คือเป้าหมายเดียวที่ขับรถไปได้ภายในเวลาจำกัด แถมมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ เขาคิชฌกูฎ เรือนขังพระเจ้าพิมพิสาร เวฬุวันมหาวิหาร (วัดแรกในพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย) ตโปธาราม (บ่อนำ้ร้อน ต้นบัญญัติให้พระสงฆ์อาบนำ้วันละ 15 วันต่อครั้ง) ถำ้สัตตบรรณคูหาเวภารบรรพต และมหาวิทยาลัยนาลันทา (มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก) เพียงแค่นี้คงหมดวันแล้ว

รถเก๋งเช่าเหมาพร้อมคนขับในราคา 2500 บาท คนขับรถอายุ 20 ต้น ๆ มาแต่เช้าพร้อมรถสภาพพอใช้ เบาะนั่งเป็น
หนังเทียมสีดำ มีผ้าขนหนูสีขาวขุ่นปูทับเบาะรองนั่งอีกที เวลาขยับตัว ผ้าขนหนูจะย่นย้วยกองลงตามตัว ต้องหมั่นคอยขึงให้ตึงเข้าไว้ รถมีแอร์แต่เขาไม่เปิดให้ ช่างเถอะ ยังเช้าอยู่ เปิดกระจกรับลมธรรมชาติไปก่อน เสียงเพลงป๊อปแด้นซ์อินเดียในรถดังกระหึ่มแต่ไก่โห่ ต้าและข้าพเจ้าคุยกันด้วยสายตา ปล่อยเขาคึกคักไปได้สักพัก ต้าจึงบอกให้เขาหรี่เสียงเพลงลงนิด เขาได้ยินแต่ทำเป็นไม่สนใจ ยังฮัมเพลงสบายใจเฉิบประหนึ่งเราไม่ได้อาศัยนั่งมาด้วย สายลมพัดแทรกตัวมาตามช่องกระจกหอบขี้ฝุ่นแห้ง ๆ เข้ามา ส่วนปลาย
ผ้าขนหนูที่ปูทับเบาะไว้ก็เริ่มปลิวสะบัดตบแก้มซ้ายทีขวาที ฝูงยุงที่แอบซ่อนอยู่ในรถเริ่มบินว่อนโฉบเฉี่ยวหน้าตาอย่างสนุกสนาน ต้านั่งไม่เป็นสุขต้องคอยเอามือไล่ยุ่งที่รุมตอมแต่เขาคนเดียว ตบบ้าง พัดบ้าง สลับกับไขกระจกเลื่อนขึ้นๆ
ลง ๆ เพื่อปัดยุงให้ออกนอกหน้าต่าง

ต้าเริ่มหงุดหงิดกับยุงที่วิ้งวิ้งกวนตัว เพลงเมกก้าแดนซ์กวนใจ(จังหวะเพลงเริ่มหน่วงขึ้น) ส่วนคนขับรถโยกย้ายส่ายลำตัวตามจังหวะเพลงอย่างฮึกเหิมด้วยท่าทางยียวนกวนประสาทกันไปอย่างนี้ตลอดสองชั่วโมงกว่า ต้าไม่สนใจวิวทิวทัศน์สองข้างทางมากไปกว่าการมุ่งมั่นขับไล่ยุงแบบเอาเป็นเอาตาย ส่วนข้าพเจ้ากลับรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้หงุดหงิด รุ่มร้อนตามไปด้วย ใจสงบนิ่ง ไหลเพลินไปกับสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตผู้คนที่แปลกตาตลอดเส้นทางที่รถแล่นผ่าน

พวกเรามาถึงทางขึ้นเขาคิชฌกูฎในเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง หลุดรอดจากดิสโก้ทัวร์เคลื่อนที่มาได้ชั่วคราว (เย้)

เมืองราชฤห์

เมืองราชฤห์

ข้าพเจ้าแหงนหน้ามองจากตีนเขาเห็นบันไดทางขึ้นขั้นแรกที่ค่อย ๆ คดเคี้ยว ชันขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้นสุดดลูกหูลูกตา โดยมองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง พระอาทิตย์เคลื่อนมากลางหัวพอดี สองข้างทางไม่มีแม้ร่มเงาไม้และจุดหยุดพัก เห็นก็แต่วณิพกนอนเพลียแดด สภาพไม่พร้อมทำงาน กลิ้งเกลือกข้างยอดหญ้ากลางแดดเปรี้ยงเป็นหย่อม ๆ เอาหล่ะ รีบจ้ำเดินกันได้แล้วเวลามีไม่มาก

ไต่ไปยี่สิบขั้นแรกก็ยังไหวอยู่ แต่ไม่ทันไรข้าพเจ้าเริ่มออกอาการแล้ว ยิ่งสูงยิ่งหอบ แสงแดดแผดเผาใบหน้าจนรู้สึกได้ว่าขณะนี้หน้ากำลังสุกพอง แดงเต่งตึงได้ที่ราวดรุณีแรกแย้ม (ยิ้ม) ขาเริ่มหมดแรง กระหายนำ้แต่ไม่กล้าดื่ม เพราะขยาดกับการเข้าห้องนำ้นอกสถานที่ ต้าคอยถามตลอดว่า ไหวมั๊ย ไหวมั๊ย แต่ยิ่งสูงขึ้นแรงก็ยิ่งเฉื่อยและเหนื่อยมาก พวกเรากำลังเดินแหวกว่ายทะเลลมแดดที่กำลังแสดงพลังอำนาจอย่างไม่ปราณี ได้ยินแต่คำถามในใจที่ไม่ได้ถามใคร และไม่มีใครตอบว่า “อีกไกลไหม ๆ?” แต่เราก็ต่างมุ่งมั่นไต่ไปเรื่อย ๆ เพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดด้วยความอยากรู้ว่าจะมีอะไรคอยอยู่

ข้าพเจ้าเริ่มหายใจแรงขึ้น แรงขึ้น และแรงขึ้น หายใจเข้าไว้ หายใจอย่างเดียว

เมืองราชฤห์

พุทธคยา8

เมืองราชฤห์

เมืองราชฤห์

และแล้วก็ปีนป่ายตะกายแดดกันมาจนถึงจุดสูงสุดของยอดเขาคิชฌกูฎจนได้ (เย้เย้) นั่งพักบนโขดหิน สูดลมเข้าปอดใหญ่ ๆ เรียกพลังอีกหนึ่งเฮือก เขาสูงเสียดฟ้าไร้สิ่งใดบดบัง ลมพัดโกรกเย็นสบายดับไอแดด ยอดเขาเต็มไปด้วยโขดหินเล็กใหญ่ แต่มีเพียงแท่นหินเดียวที่ตั้งแสดงตนเป็นจุดสักการะอย่างโดดเด่น จุดที่พระพุทธองค์เคยปฏิบัติภาวนาที่นี่ในสมัยพุทธกาล เจ้าหน้าที่อินเดียสองคนคอยเดินป้วนเปีี้ยนรอบนอกพื้นที่ ส่วนเจ้าหน้าที่อีกคนอยู่ประจำตรงแท่นสักการะ เพื่อคอยชี้นิ้วว่า ใครจะสามารถเข้ามากราบใกล้จุดที่ปูผ้าไว้ได้ (ตรงแท่นนั่นเอง)

ข้าพเจ้าทรุดตัวนั่งก้มกราบลงบนพื้นรอบนอก พลังงานบางอย่างสยบความเมื่อยล้าว้าวุ่นหายไปทันทีทันใด ข้าพเจ้าน้อมจิตระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวก มารดาบิดา ครูอาจารย์ตลอดจนผู้มีพระคุณ และทุกสรรพสิ่งที่มีส่วนในการเสียสละอะไรต่ออะไรก็ตามแต่ เพื่อผลักดันให้ข้าพเจ้าได้มาถึง ณ จุดจุดนี้ จุดที่ใจได้สัมผัสใจตนอย่างสงบสงัด ซึ่งขณะนี้รู้สึกว่าจะอ่อนระทวย น้อมนอบ ไร้ความเย่อหยิ่ง ยโสโอหัง อวดดี อวดเก่ง และเพ้อพกหลงตัวมาเนิ่นนาน มันเป็นชั่วขณะเดียวสั้นๆ ที่ข้าพเจ้าสัมผัสและจดจำโมเม้นท์นั้นได้จนปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าอธิษฐานถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่าทำได้แน่นอน ขอเพียงมีความเพียรเป็นที่ตั้ง มีพระธรรมคำสอนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และมีตนเป็นที่พึ่ง ด้วยแรงศรัทธาหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ เกิดอาการน้ำตาไหลพราก นำ้มูกไหลย้อยไม่หยุด แม้จะพยายามกลั้นไว้แล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่อินเดียหน้าแท่นบูชาชี้นิ้วเด่ ด้วยใบหน้าอันทรงพลังมาที่ข้าพเจ้า ส่งสัญญาณอนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าไปตรงแท่นนั้น ตรงจุดที่เขาห้ามใครเข้าใกล้ ข้าพเจ้าชะงักลังเลสักครู่ เกิดความรู้สึกต่อต้านมากกว่าดีใจในสิทธิพิเศษที่ได้รับ ด้วยระลึกได้ว่า ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ท่ี่ต้องเข้าไปอีกแล้ว จิตสัมผัสกระแสแห่งธรรมได้ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกล พระพุทธองค์และพระธรรมคำสอนอยู่ในใจ อยู่ในกายข้าพเจ้านี่แล้ว ซึ่งเป็นที่ที่ใกล้ที่สุดแล้ว ข้าพเจ้าจึงหันหลังและเดินจากออกมาเฉย ๆ ปล่อยเจ้าหน้าที่อินเดียมึนงงไปกับคำสั่งที่ไม่ได้รับการตอบสนอง

ช่วงบ่าย พวกเรามาถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา (Nalanda) ที่นี่ต้องเสียค่าบัตรเข้าชมด้วย เดินผ่านเข้าประตูใหญ่มาสักหน่อยจะได้พบไกด์อินเดีย เขาพยายามขายแพคเกจนำทัวร์แต่พวกเราไม่สนใจ

นาลันทา อดีตเคยเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลกที่ใหญ่ เก่าแก่และรุ่งเรืองมากที่สุด ปัจจุบันเหลือแต่ซากที่ ถูกเผาทำลายจนเกือบเหี้ยนโดยทหารมุสลิมเติร์กส์เมื่อประมาณ 600 ปีกว่ามาแล้ว ภาพที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสตรงหน้า เป็นซากกองอิฐโบราณที่ใหญ่โต มโหฬาร และกว้างขวาง โครงสร้างภายนอกเกือบทุกอาคารก่อด้วยอิฐมอญแดง เรียงตัวเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน และยังมีสภาพเกือบสมบูรณ์ โครงสร้างภายในแบ่งออกเป็นห้อง ๆ มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน ชวนให้สงสัยและสร้างจินตนาการถึงอดีตอันน่าค้นหา

แรกนั้นมหากษัตริย์ราชวงศ์คุปตะพระนามว่าศักราทิตย์ ครองราชประมาณ พ.ศ. 958-998 ได้ทรงสร้างวัดขึ้น จากนั้นพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาในราชวงศ์ก็ได้สร้างวัดอื่น ๆ เพิ่มขึ้นในโอกาศต่าง ๆ ภายในบริเวณใกล้เคียงกัน จนในที่สุดก็ได้มีการสร้างกำแพงใหญ่อันเดียวล้อมรอบวัดทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันอีกที เรียกว่า นาลันทามหาวิหาร

มหาวิทยาลัยนาลันทาเป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาที่มีนักศึกษาเดินทางมาจากทั่วโลก วิชาที่สอนมีทั้งปรัชญา โยคะ ศัพทศาสตร์ เวชศาสตร์ ตรรกศาสตร์ นิติศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ รวมทั้ง โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ และตันตระ หอสมุดของนาลันทาใหญ่โตมากและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เมื่อคราวที่ถูกเผาในสมัยต่อมามีบันทึกกล่าวว่า หอสมุดนี้ไหม้เป็นเวลาอยู่หลายเดือน

เมืองราชฤห์

ซากอิฐที่เราเห็นในบริเวณนี้สามารถเดินชมได้ทุกซอกทุกมุม ถ้ามีความวิริยะพอ ยกเว้นตรงเจดีย์ใหญ่ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด เขาห้ามเข้า มองด้วยตาเปล่าในระยะไกลจะเห็นรูปปูนปั้นพระพุทธรูปที่สมบูรณ์ และงดงามมากแทรกตัวตามช่องอิฐมอญ ส่วนทางเดินต่ำลงไปจะมีไม้ไผ่ยาว ๆ กั้นไว้ และมีแขกยามยืนจ้องจับตาดูไม่กระพริบ แขกยามคอยตะโกนห้ามพวกที่ชอบจงใจแหกกฏด้วยการแกล้งเผลอเดินมั่วลงไป เราสองคนเดินวนรอบ ๆ เจดีย์นี้อยู่หลายรอบด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน จุดอื่น ๆ ที่เหลืออีกกว้างขวางใครอยากเดินไปซอกไหนซอยไหน หรือหากใครแอบไปขีดขีดเขียนสลัก I love You ไว้ ก็ไม่เห็นวี่แววเจ้าหน้าที่คนใดสนใจแลเหลียว (เอาเข้าจริง ไม่มีใครทำอย่างนั้นหรอกด้วยความเคารพในสถานที่)

สถานที่มีมนต์ขลัง สะกดจิตให้ชวนสงสัยใครรู้อย่างไม่เลิกรา พวกเราสองคนไม่ยอมละจากบริเวณที่เขาห้ามนั้นไปง่าย ๆ สักพักแขกยามคนหนึ่งเดินตรงมาหา เรียกเราให้เดินตามเขาไปด้านหลังเจดีย์ เราสองคนก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย เขาเริ่มเจรจาเป็นภาษาอังกฤษจับใจความได้ว่า “อีนี่ถ้าพวกยูอยากลงไปก็จ่ายไอมา 200 รูปีสิ ไอจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วให้พวกยูแอบลงไปด้านหลังนี้” พวกเราลังเลอยู่สักพัก แต่เขาพยายามเสนอขายสุดฤทธิ์ เหมือนจับไต๋เจอต่อมความอยากของเราได้ เราก็ล่ะน่ะ..รู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็สนองความอยากรู้ด้วยการต่อรองกลับไปเหลือ 100 รูปี งัยหล่ะ! พอจ่ายเงินไปก็เรียบร้อยโรงเรียนแขก เดินลงไปยังไม่ทันได้ซาบซึ้งกับอะไรเลย แขกยามตนนั้นก็เดินมาเรียกเราขึ้น อ้างว่ายามอีกคนไม่อนุญาติ อ้าววว แล้ว 100 รูปีล่ะ อมไปหน้าตาเฉยเลย

เราสองคนนั่งอ้อยอิ่งชมสถาปัตยกรรมกันได้สักพักก็ถึงเวลาต้องกลับพุทธคยาแล้ว สถานที่ือื่น ๆ เช่น เรือนขังพระเจ้าพิมพิสาร เวฬุวันมหาวิหาร ตโปธาราม พวกเราก็ใช้เวลาอยู่ในแต่ละแห่งไม่ได้นาน เพราะต้องเผื่อเวลาอีกสองชั่วโมงในการเดินทางกลับ เพลียแดดกันเต็มทน แยกย้ายกันไปอาบนำ้ จัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน แล้วก็ต่างนอนสลบเหมือบตั้งแต่สองทุ่มซึ่งถือว่าเร็วกว่าทุกวัน

เมืองราชฤห์

เมืองราชฤห์

เสาร์ที่ 20 มีนาคม 2553 TG8821 Gaya 14.45 – Bkk 21.15

วันสุดท้าย พวกเราตื่นเช้ารับประทานอาหารแบบเดิมที่เริ่มจะชิน จากนั้นเดินไปทำวัตรเช้าที่พุทธคยาเพื่อกราบลาพุทธสถานเป็นครั้งสุดท้าย สภาพพุทธคยายามเช้าก็เหมือนทุก ๆ วัน ที่ยังคงคราคร่ำไปด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ต่างคนก็ยังคงประกอบพิธีกรรมของตนเช่นเดิม ไม่ว่าจะแตกต่างด้วยวิธีการอย่างไร แต่่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนมีจิตใจมุ่งมั่นแน่วแน่ด้วยความศรัทธา และความเคารพนบนอบต่อสิ่งที่ตนต่างใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว พลังความสงบแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูพื้นที่

สถานที่อีกแห่งที่เราต้องไปลาคือ วัดไทยพุทธคยา ที่พักพิงของพุทธศาสนิกชนชาวไทยทุกคน หลังจากถวายปัจจัยร่วมบำรุงพุทธศาสนาแล้วก็รีบกลับมาโรงแรมเพื่อเช็คเอ้าท์ให้ทันก่อนเที่ยง ขากลับเครื่องบินต้องแวะรับผู้โดยสารที่เมืองพาราณสีไม่ใช่เที่ยวบินตรงเหมือนขามา เครื่องออกจากสนามบินกายา 14.30 อินเดีย มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 21.30 น ไทยโดยประมาณ ช้ากว่าตอนไปเกือบสองชั่วโมง

ตลอดระยะทางขากลับ ถึงตัวจะนั่งแห้งอยู่บนเครื่องบินแล้ว แต่ใจยังเหม่อลอยละล่องไปที่พุทธคยาโน่นอยู่เลย โหยหาถึงอดีตช่วงเวลาห้าวันสั้นๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างไม่ต้องการอยากจะรู้สึกตัว ตอบไม่ได้ว่าทำไม พุทธคยาช่างมีมนต์ขลัง มหัศจรรย์ลำ้ลึก ตำนานของสถานที่เล่าขานสืบทอดกันมาอย่างไรก็เป็นเรื่องของอดีตอันนมนานหลายพันปีมาแล้ว แต่แน่นอนเลยหล่ะ ว่าสถานที่และสภาพแวดล้อมที่ได้สัมผัสเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความว้าวุ่นใจได้ขนาดนี้ ทั้งทุกข์และสุขโหมประดังประเดเข้ามาในระยะเวลาอันแสนสั้น

ความทุกข์สุขมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หันมาทำความคุ้นเคยกับมัน เรียนรู้จากทุกข์ รู้จักกับทุกข์อย่างไม่มีอคติ แล้วก็รู้ว่ามันมีทางเลือกที่จะเป็นอิสระจากความทุกข์ได้เช่นกัน วางใจให้มีความสุขกับความทุกข์ขี้ปะติ๋วของตัวเอง เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ว่า ทุกข์ที่เกิดไม่ใช่ใครอื่นเป็นคนยัดเยียดให้ สุขที่อยากได้ก็ไม่ต้องรอคอยให้ใครเขาสงเคราะห์ แต่ทั้งสองอย่างขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เป็นผลต่อเนื่องจากการกระทำของตนเอง

การฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวันก็เพื่อให้รู้และเข้าใจธรรมชาติเหล่านั้น ให้เห็นการเกิดดับ เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งหลาย เห็นบ่อย ๆ รู้บ่อย ๆ จนจิตใจยอมรับและถอดถอนออกจากวังวนของการยึดในสิ่งทั้งหลาย เพื่อเข้าสู่สภาพความเป็นกลาง (ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังดี) แต่ก็คงต้องฝึกต่อไป ฝึกเพื่อให้รู้ เพื่อให้เห็น เพื่อให้ใจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพราะการเปลี่ยนแบบนี้จะเป็นการเปลี่ยนไปแต่ในทางที่ดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น สภาวะรู้ ไม่ตั้งอยู่ในสภาพเดิมแน่นอน รู้แล้วก็รู้อีก ความรู้ใหม่ ๆ ที่เราแม้เคยสงสัยจะปรากฏเฉลยในใจเราไปเรื่อย ๆ ถือเป็นประสบการณ์ตรงเฉพาะแต่ละคน ขยันรู้ ขยันดู ให้เพียรดำรงอยู่ในเส้นทางแห่งการตื่นรู้นี้เท่านั้น ถึงที่สุดก็จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างแท้จริง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มี” ซึ่งความสงบที่หมายถึงนั้น คือความสงบจากภายใน สงบจากกิเลส สงบจากสิ่งเร้า ไม่ใช่สงบจากอารมณ์

ข้าพเจ้าไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรในสิ่งใดอีกแล้ว ณ ขณะที่ได้ใช้เวลาอยู่ที่อินเดียเพียงช่วงสั้น มันเป็นช่วงที่ใจมีภาระกิจเดียวจริง ๆ ได้เห็นช่่วงที่ใจเรากำลังสอดส่ายกระหายรู้ในสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและแตกต่างกันออกไป บางทีสงบ บางทีตื่นเต้น บางครั้งอ่อนโยน บางครั้งดื้อดึงดัน บางช่วงหงุดหงิด บางครั้งรำคาญใจ บางครั้งงงอแง และบางครั้งก็อะไรก็ได้ มันใช่เลย ช่วงเวลาที่ได้ตามสังเกตดูใจตัวเอง คือช่วงเวลาที่สนุกตื่นเต้นที่สุด ได้เห็นอาการของใจตัวเองเกิด ๆ ดับ ๆ เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้งขึ้น ถี่ขึ้น ไวขึ้น

เมืองราชฤห์

ซึ่งอันที่จริงแล้วสถานที่เดิม ๆ ภาระหน้าที่เดิม ๆ สิ่งแวดล้อมเดิม ๆ ผู้คนแวดล้อมเดิม ๆ กิจกรรมที่คุ้นชินเดิม ๆ ที่มันกลมกลืนเสียจนใจเราไม่รู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นควรได้รับความสนใจ กลับเป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจให้มากที่สุด เราอาจไม่ทันฉุกสังเกต เพราะคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของความปรกติอย่างเคยชิน แต่วิถีชีวิตประจำวันคือสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม หากจะฝึกปฏิบัติขัดเกลาใจตนก็ทำได้เลยโดยไม่ต้องรอโอกาส รอเวลา หรือเสาะแสวงสถานที่ใด ๆ อีกแล้ว

เพียงแต่ในช่วงระหว่างเส้นทางของการศึกษา การค้นหา ….บางครั้งเราก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอื่นมาเป็นตัวช่วย ดังนั้นสถานที่แปลกตา และสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากวิถีชีวิตเดิม หรือสถานการณ์ใหม่ ๆ มันจึงช่วยให้ข้าพเจ้าแยกตัวออกมาจากภาระกิจจำเจ แล้วได้มองเห็นอะไรต่ออะไรในใจเราได้ชัดเจนขึ้น ใจสัมผัสรับรู้ถึงใจตนเองอย่างตรงไปตรงมา เชื่อมศรัทธา ความเชื่อมั่น และสร้างพลังความมุ่งมั่นหล่อเลี้ยงหัวใจไปเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรต่อไปกับช่วงชีวิตที่เหลือดีนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นหน้าที่ที่ข้าพเจ้าต้องกลับไปใคร่ครวญ พิจารณา ค้นหา ทดสอบ และพิสูจน์ด้วยใจตัวเองต่อไป

หนทางอีกยาวไกล…

คาเฟ่บางรัก
เสาร์ที่ 20 มีนาคม 2553

เมืองราชฤห์

พุทธคยา

You can leave a response, or trackback from your own site.